
2 ปี... เศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาล คสช. (2)
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
ฉบับที่แล้วได้เขียนเกริ่นปัญหาช่วงก่อนมีการปฏิวัติ ซึ่งขณะนั้นบ้านเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจตกเหว จนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งต่อมาเป็นรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศด้วยวิธีแบบเบ็ดเสร็จ
ตลอดช่วงเวลาที่ คสช.อาสาเข้ามาแก้ปัญหาประเทศชาติให้พ้นวิกฤตในด้านการปรองดอง ซึ่งเป็นประเด็นหลักของปัญหาซึ่งคาราคาซังแก้ไม่ตกมาเกือบ 10 ปี ดูแล้วแนวทางยังห่างไกล
แต่ด้านการเลือกตั้งเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลมีโรดแมปปีหน้าได้เลือกตั้งแน่นอน แต่ความชัดเจนคงต้องหลังผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญในเดือน ส.ค. แต่ไม่ว่าจะออกมาในแนวไหน คงไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและนโยบายด้านเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การเมืองแบบไม่มีทางเลือก แต่ประเด็นด้านฟื้นฟูและการกอบกู้เศรษฐกิจ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เพราะฝ่ายเคลื่อนไหวทางการเมืองเกรงใจทหารทำให้การเมืองนิ่ง การค้าขายและความเชื่อมั่นกลับคืนต่อเนื่อง อีกทั้งรัฐบาลอัดฉีดงบประมาณแบบแพ็กเกจในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีที่แล้วตั้งไว้ 1.36 แสนล้านบาท ถึงแม้ว่าระบบเบิกจ่ายจะยังอืดอาด แต่อย่างน้อยมีเม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจ ส่วนปี 2559 รัฐบาลใช้งบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งเร่งโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
หากเบิกจ่ายได้จริงตามเป้าก็จะดันให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้ประมาณ 3% หรือบวกลบเล็กน้อย
ในด้านการลงทุน นักธุรกิจส่วนใหญ่รู้สึกผ่อนคลาย เพราะทีมงานรัฐบาลเป็นมือเก่ารู้เรื่องธุรกิจดี เพียงแต่นโยบายที่ออกมาก็ขอให้จับต้องได้ อย่าเลื่อนลอยจนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ปัญหาของประเทศเกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งอาจตามไม่ทัน ภาคธุรกิจเองกว่าร้อยละ 70 ล้วนเป็นเอสเอ็มอี ปัญหาแตกต่างจากธุรกิจใหญ่ๆ วิธีแก้จึงไม่เหมือนกัน
ประเด็นที่นักธุรกิจยังมีความกังวลเกี่ยวข้องกับต่างชาติ ทั้งสหประชาชาติ (UN) และกลุ่มประเทศพี่เบิ้มทั้งหลายดูเหมือนจะกดดันและไม่ค่อยแฮปปี้กับประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้คงต้องฝากไปให้ล็อบบี้ชี้แจงกันให้ชัดเจน เพราะอาจมีผลทางลบต่อค่านิยมของผู้บริโภคในประเทศเหล่านั้น ซึ่งมีความอ่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ไม่อยากให้ไปกระทบการส่งออกจะยิ่งไปซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ
อานิสงส์ของการเมืองที่นิ่งต่อเนื่องเข้าปีที่ 2 ภายใต้เศรษฐกิจพื้นฐานของไทยที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้ตัวเลขการลงทุนมีการกระเตื้องดีวันดีคืน สะท้อนจากตัวเลขเพื่อการส่งเสริมการลงทุน คาดว่าปีนี้ตัวเลขคงสูงถึง 4.5 แสนล้านบาท เทียบกับปีที่แล้วเพียง 2.1 แสนล้านบาท ค่ายรถยนต์หลายค่ายเริ่มกลับมาลงทุนรถโมเดลรุ่นใหม่ๆ ถึงแม้ตัวเลขเปิดโรงงานใหม่และจดทะเบียนธุรกิจใหม่ยังไม่ค่อยกลับคืนมา แต่แนวโน้มความเชื่อมั่นการลงทุนมีสัญญาณที่ดี
ทั้งนี้ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาล คสช. คือ การเข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ซึ่งปัญหาการปรองดอง แบ่งก๊ก แบ่งกลุ่ม มอมเมาประชาชน มีผู้ได้ผลประโยชน์ไม่กี่กลุ่ม แต่เป็นมะเร็งร้ายกัดกร่อนประเทศไทย... แก้เรื่องนี้ได้ ปัญหาด้านอื่นจิ๊บจ๊อยครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







