
RS ปั้นธุรกิจสุขภาพ-ความงาม หนุนรายได้แตะหมื่นล้าน
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
บริษัท อาร์เอส (RS)เปิดกลยุทธ์ธุรกิจ5ปีข้างหน้า อาศัยจุดแข็งของธุรกิจสื่อต่อยอดไปยังธุรกิจสุขภาพและความงาม เพื่อสนับสนุนให้อัตรากำไรดีขึ้นมาก ขอเวลา1-2ปี มั่นใจหุ้นติดกลุ่มSET 50
“ดามพ์ นานา”ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินRSให้สัมภาษณ์ถึงแผนธุรกิจในปี2563ว่าบริษัทตั้งเป้าหมายจะมีรายได้ถึง1หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า30-40%ต่อปี จากปี2559ที่คาดว่าจะมีรายได้4,500ล้านบาท รายได้หลักมาจากธุรกิจสื่อประมาณ65%ของรายได้รวม ส่วนปี2563รายได้ธุรกิจสุขภาพและความงามจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นประมาณ40%ส่วนธุรกิจสื่อลดเหลือ50%และธุรกิจอื่นๆ อีก10%
RSมีความแข็งแกร่งและมีความชำนาญ ทั้งด้านมาร์เก็ตติ้งและดิสทริบิวชั่น จึงเป็นโอกาสขยายเข้าไปทำธุรกิจสุขภาพและความงามในปี2558สร้างรายได้ราว230ล้านบาท คาดปีนี้จะเติบโตอีก1เท่าตัว เป็น 600ล้านบาท ช่วงไตรมาสแรกทำได้แล้ว84ล้านบาท เติบโตถึง3เท่าตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ในปี2560ตั้งเป้าหมายเติบโตต่อเนื่องอีก1เท่าตัว ขณะที่มูลค่าตลาดของธุรกิจสุขภาพและความงามสูงถึงประมาณ1.2แสนล้านบาท เติบโตเฉลี่ยประมาณ20-30%แม้ในช่วงที่มีปัญหาเศรษฐกิจก็ตาม
เรามีผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ของตัวเองไม่น้อยกว่า5-6แบรนด์ แบรนด์หลัก3แบรนด์ เช่นMagiqueกับNoble White ขายผ่านเทเลเซลมีคอลเซ็นเตอร์ผ่านการโปรโมทผ่านสื่อของบริษัท ในปีนี้จะเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ ขยายเข้าไปในร้านค้าต่างๆ ทั้งค้าปลีก ค้าส่ง โมเดิร์นเทรด โดยใช้ทีมขายของธุรกิจเพลงเดิม
“อนาคตของกลุ่มRSไม่ได้มีแค่สื่อ แต่จะมีการต่อยอดธุรกิจขึ้นมาใหม่ เพราะการอยู่ในธุรกิจสื่อเพียงอย่างเดียวไม่ปลอดภัย เป็นแนวโน้มของสื่อทั่วโลกจะต้องหาธุรกิจอื่นๆ ที่ตัวเองชำนาญทำเพิ่ม และธุรกิจสื่อที่ประสบความสำเร็จเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วจะพบการแข่งขัน ทำให้กำไรไม่เติบโตมาก การเติบโตอยู่ที่การต่อยอดธุรกิจที่ตัวเองมีอยู่ ซึ่งRSเริ่มทำมาช่วงปลายปี2557”ดามพ์ กล่าว
นอกจากนั้น ธุรกิจสุขภาพและความงามยังมีอัตรากำไรสุทธิราว35-40%อัตรากำไรขั้นต้นราว70%ส่วนธุรกิจสื่อมีอัตรากำไรสุทธิเพียง20-30%อัตรากำไรขั้นต้น30-40%ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยทยอยดีขึ้นจากปี2558อยู่ที่3.22%ปี2559เป็น10%ปี2560เป็น13%และปี2563เฉลี่ยจะดีขึ้นเป็น25%ทำให้มีโอกาสสร้างกำไรมากกว่าหรือใกล้เคียงกับธุรกิจสื่อ และในช่วง1-2ปี หากธุรกิจไปได้สวยก็จะแยกบริษัทลูกนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)
ในอนาคตRSยังคงใช้ธุรกิจสื่อเป็นเรือธงต่อไป แม้ภาพรวมไตรมาส1/2559ย่ำแย่ค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2558โดยมีเม็ดเงินที่ใช้ผ่านสื่อโฆษณาทีวีอยู่ที่ประมาณ1.82หมื่นล้านบาท ลดลงประมาณ11.7%อัตราลดลงมากที่สุดในรอบประมาณ5ปี บริษัทจึงทำแผนลดต้นทุน เช่น ชะลอการลงทุนในช่อง8ลดจำนวนวันและเวลาในการออกอากาศของละคร ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ106ล้านบาท
ส่วนไตรมาส2สถานการณ์ดีขึ้น บริษัทกลับมาออกอากาศรายการทีวีเต็มเวลาปกติ รวมถึงเพิ่มรายการใหม่ๆ เพื่อรองรับเงินโฆษณาที่ไหลเข้ามา ในปีนี้บริษัทยังมีการปรับขึ้นค่าโฆษณาเฉลี่ยเป็น3หมื่นบาท/นาที เพิ่มขึ้นประมาณ50%จากปี2558ที่2หมื่นบาท/นาที ถือว่าน้อยกว่าภาวะปกติ ซึ่งจะปรับขึ้นได้ตามเรตติ้งของช่องที่เพิ่มขึ้น100%และยังขายโฆษณาของช่อง8ล็อกล่วงหน้า6เดือน-1ปี ปัจจุบันขายล่วงหน้าแล้วราว60%ของเป้าหมายรายได้ทั้งปีนี้ และตั้งแต่เดือน ม.ค.2559เกินจุดคุ้มทุนที่ระดับ40%อีกทั้งยังใช้ช่อง2ที่ทำรายการชำนาญข่าวและรายการวาไรตี้มาสร้างประโยชน์ร่วมกับช่อง8
นอกจากนั้น เมื่อสิ้นปีก่อน เรามีเงินสดในมือเหลือ700-800ล้านบาท จึงมองหาโอกาสลงทุนในหุ้นRSที่ราคาลดลงต่ำเกินไป โดยตั้งวงเงินซื้อหุ้นคืน480ล้านบาท ตอนนี้ซื้อไปแล้ว300ล้านบาท ปัจจุบันมีนักลงทุนสถาบันถือหุ้นRSประมาณ16% เป็นสถาบันต่างประเทศราว2%ลดลงจากที่เคยถือสูงสุด5%เพราะปรับพอร์ตขายหุ้นไทยและภูมิภาคหลังสหรัฐอเมริกาเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนการไปโรดโชว์ต่างประเทศในปีนี้จะไปฮ่องกงกับสิงคโปร์ ประเทศละ2ครั้ง และไปสหรัฐด้วย รวมถึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามารับฟังข้อมูลที่ไทยด้วย
“นักลงทุนต่างชาติที่สนใจหุ้นRSเป็นกลุ่มลงทุนระยะยาว เห็นโอกาสการเติบโตที่มีเสถียรภาพจากการกระจายและต่อยอดธุรกิจ โดยบริษัทมีเป้าหมายจะได้รับเลือกเข้าคำนวณดัชนีSET50ใน1-2ปีนี้”ดามพ์ กล่าวทิ้งท้าย







