posttoday
คลังดัน 2 โปรเจกต์ บ้านประชารัฐ 7.9 หมื่นล.

คลังดัน 2 โปรเจกต์ บ้านประชารัฐ 7.9 หมื่นล.

13 พฤษภาคม 2559

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

กระทรวงการคลังกำลังผลักดันโครงการบ้านประชารัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อย 2 โครงการ วงเงินรวม 7.9 หมื่นล้านบาท แยกเป็น บ้านประชารัฐ เพื่อผู้มีรายได้น้อย ที่เปิดให้ประชาชนกู้เพื่อซื้อบ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้รวม 7 หมื่นล้านบาท โครงการแรกจะให้กู้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และการเคหะแห่งชาติ สร้างที่อยู่อาศัย 3 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออมสิน และกรุงไทย แห่งละ 1 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ยผ่อนปรน 4% ให้กู้ไม่เกิน 2 ปี

ขณะที่อีก 4 หมื่นล้านบาท ให้กู้ประชาชนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ผ่าน ธอส. และธนาคารออมสิน แห่งละ 2 หมื่นล้านบาท ล่าสุด ธนาคารออมสินปิดรับจองแล้ว เพราะยอดเข้ามาเกินกว่า 3 หมื่นล้านบาท ล่าสุดอนุมัติสินเชื่อไปแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท ส่วน ธอส.ยังเปิดให้ยื่นเอกสารอยู่ โดยมีผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว 3,300 ล้านบาท

ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. ยืนยัน การอนุมัติสินเชื่อไม่ได้มีความล่าช้า โดยที่ผ่านมาพบว่าผู้ที่ขอสินเชื่อส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้า แม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีปัญหาเรื่องเอกสารยื่นขอกู้เงิน บางกรณีติดปัญหาเครดิตบูโร แต่ ธอส.จะไม่ปฏิเสธสินเชื่อทันที โดยจะให้กลุ่มอาชีพอิสระเข้าโครงการโรงเรียนการเงิน เพื่อเตรียมตัวขอร่วมกู้เงินกับ ธอส.ได้ง่ายขึ้น แต่บางรายจะต้องใช้เวลาแก้ปัญหา 4-6 เดือน ในการเตรียมเอกสาร หรือรายได้ ก็จะปล่อยกู้ให้ได้

ทั้งนี้ โครงการโรงเรียนการเงินจะเปิดตัววันที่ 23 พ.ค.นี้ เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้น้อยและปานกลางมีความรู้ด้านการเงิน ช่วยให้ขอกู้เงินกับ ธอส.ได้ โดยแบ่งลูกหนี้ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีเอกสารพร้อมและมีศักยภาพในการกู้ แต่ไม่เข้าใจระบบสถาบันการเงิน 2.ผู้ที่มีศักยภาพในการกู้ แต่เอกสารไม่พร้อม เช่น อาชีพอิสระ เพราะไม่มีบัญชีทางการเงิน 3.กลุ่มเคยมีศักยภาพในการกู้ แต่ติดเครดิตบูโรและต้องการกู้อีก ซึ่งธนาคารจะเข้าไปดูแล และ 4.กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่ต้องการอสังหาริมทรัพย์ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

โครงการบ้านประชารัฐอีกโครงการ คือ บ้านธนารักษ์ ประชารัฐ วงเงิน 9,000 ล้านบาท มี 2 ธนาคารที่ร่วมโครงการ คือ ธนาคารออมสิน และ ธอส. แบ่งเงินกู้ก้อนแรก 4,000 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการก่อสร้างที่อยู่อาศัย มี 2
รูปแบบ รูปแบบแรก เป็นโครงการที่อยู่อาศัยให้เช่าระยะสั้น โดยให้ลงทุนก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัย (คอนโดมิเนียม) ที่ให้สิทธิเฉพาะ
เจ้าหน้าที่รัฐเช่าพักอาศัยเป็นรายเดือน เงื่อนไขต้องมีเงินเดือนไม่เกิน 2 หมื่นบาท ถ้าเกินจากนี้ต้องออกไป เพื่อให้ผู้ที่มีเงินเดือนเข้าเกณฑ์มาอยู่ต่อ หรืออยู่ได้ไม่เกิน 5 ปี เบื้องต้นทำเฉพาะในกรุงเทพฯ 2 แปลง คือ ประดิพัทธ์ กับวัดไผ่ตัน

ส่วนรูปแบบที่ 2 เป็นโครงการที่อยู่อาศัยให้เช่าระยะยาว โดยให้ผู้ประกอบการลงทุนก่อสร้าง บ้านแถว บ้านเดี่ยว คอนโด ในต่างจังหวัดมี 4 แปลง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย เพชรบุรี 2 แปลง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ต้องการเป็นเจ้าของบ้านหลังแรกและมีรายได้มั่นคงพอที่จะผ่อนบ้าน ไม่เป็นหนี้เสียในอนาคต เข้าถือครองกรรมสิทธิ์ได้นาน 30 ปี

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมวงเงินปล่อยกู้ให้ประชาชนที่ต้องการกู้เงินเพื่อนำไปสร้างบ้านในที่ราชพัสดุ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยธนาคารออมสินและ ธอส. ให้กู้แห่งละ 2,500 ล้านบาท รวม 5,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเหมือนกับโครงการแรก

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจในโครงการบ้านประชารัฐครั้งนี้มีหลายเรื่องที่ต้องจับตา ทั้งการปล่อยกู้ผู้ประกอบการสร้างบ้าน 3 หมื่นล้านบาทแรก เพราะการก่อสร้างต้องใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะเสร็จ เมื่อถึงเวลานั้นคนที่สนใจซื้อบ้านในโครงการดังกล่าวจะยังคงได้สิทธิเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่กำลังจะปิดโครงการนี้หรือไม่

ในส่วนที่ปล่อยกู้ผู้ประกอบการสร้างบ้าน คอนโด อพาร์ตเมนต์ ของโครงการธนารักษ์ ประชารัฐ ในที่ราชพัสดุต่างจังหวัดและให้สิทธิครอบครองนานถึง 30 ปี ถามว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วใครจะบริหารจัดการโครงการ หรือถ้าผู้ประกอบการเสนอขอบริหารโครงการด้วยจะมีรายได้ที่คุ้มค่าหรือไม่ จึงน่าสนใจว่าในต่างจังหวัดน่าจะมีผู้ประกอบการท้องถิ่นสนใจก่อสร้างบ้าน แต่จะติดปัญหาผู้บริหารโครงการที่มีระยะเวลายาวนานเกินไป ส่วนผู้ประกอบการายใหญ่แม้จะสนใจแต่อาจจะไม่เข้าร่วมประกวดราคา เพราะไม่ต้องการเข้ามาบริหารโครงการในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสิทธิการได้ครอบครองนาน 30 ปี โดยห้ามเปลี่ยนมือใน 5 ปีแรก หลังจากนั้น เชื่อว่าข้อกำหนดทางกฎหมายจะเปิดให้ผู้ได้สิทธิสามารถนำเอาบ้าน คอนโด หรืออพาร์ตเมนต์ที่ได้ไปปล่อยเช่าต่อได้ ขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยในที่ราชพัสดุแปลงในกรุงเทพฯ ก็มีเงื่อนไขค่อนข้างจะเข้มงวด และวางระบบป้องกันการเกิดปัญหาหนี้เสียได้ดี เพราะให้เช่าระยะสั้นไม่เกิน 5 ปี และให้สิทธิเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อย เงินเดือนไม่เกิน 2 หมื่นบาท ทำให้ธนาคารสามารถหักเงินงวดจากบัญชีเงินเดือนได้ก่อน

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังประเมินว่า เงิน 7.9 หมื่นล้านบาทนี้ จะมีผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย เบื้องต้นน่าจะมีเงินที่ปล่อยกู้ให้ประชาชนไปซื้อที่อยู่อาศัย 4 หมื่นล้านบาทในโครงการแรกกำลังทยอยอนุมัติให้ถึงมือประชาชน ส่วนอีก 3.9 หมื่นล้านบาท ต้องรอการก่อสร้าง ทั้งจากผู้ประกอบการและประชาชนที่ต้องการสร้างบ้านในที่ราชพัสดุ จะทยอยอนุมัติใน 1-3 ปีหลังจากนี้ ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กังวลเรื่องหนี้เสีย เชื่อว่าสถาบันการเงินและกระทรวงการคลังจะออกเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยให้คนมีบ้านหลังแรกในแบบที่ไม่เสี่ยงกับสถาบันการเงินมากเกินไป

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง