
รัฐเร่งปฏิรูปกฟผ.
“อนันตพร” เร่งเครื่อง กฟผ.ผุดแผนยุทธศาสตร์ หวังปฏิรูปองค์กรภายใน 6 เดือน
“อนันตพร” เร่งเครื่อง กฟผ.ผุดแผนยุทธศาสตร์ หวังปฏิรูปองค์กรภายใน 6 เดือน
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า ได้มอบหมายให้ กฟผ.เดินหน้าการปฏิรูปองค์กรให้มีความชัดเจนภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ที่ กฟผ.ได้เริ่มดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องโครงสร้างองค์กร แผนลงทุน แผนผลิตไฟฟ้าและแผนพลังงานทดแทน เพื่อทำให้ กฟผ.มีความมั่นคงและมีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ
สำหรับประเด็นที่จะนำไปสู่การปฏิรูปนั้น กฟผ.ถือเป็นหน่วยงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ แต่ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ยังต่ำกว่า 50% ในขณะที่เหลือจะเป็นการผลิตไฟฟ้าของภาคเอกชนและพลังงานทดแทนในระยะยาวจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานหรือไม่ และจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร
นอกจากนี้ ในส่วนของบริษัทลูกอย่างบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล ขณะนี้มีโครงการที่บริหารอยู่เพียงแห่งเดียวคือ โครงการโรงไฟฟ้าน้ำเงี๊ยบ ใน สปป.ลาว จะมีแนวทางอย่างไรในการปรับโครงสร้างการบริหารงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะบางเรื่องยังมีความล่าช้าในการดำเนินงาน
“การมาตรวจเยี่ยมรอบนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 กฟผ.ได้รายงานแนวทางการจัดยุทธศาสตร์ กฟผ. แผนการลงทุนตลอดจนบทบาทของบริษัทลูก ในขณะที่การส่งเสริมพลังงานทดแทนยังคงให้ความสำคัญ แม้จะมีข้อจำกัดในการพึ่งพาผลิตไฟฟ้าในช่วงเวลากลางคืนก็ตามโดยการปฏิรูป กฟผ.ที่จะเกิดขึ้นจะต้องเห็นในรัฐบาลชุดนี้” พล.อ.อนันตพร กล่าว
ด้าน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งเกิดขึ้นทั้งช่วงบ่ายและกลางคืน โดยไฟพีกล่าสุดอยู่ที่ระดับ 29,618.8 เมกะวัตต์ เมื่อเวลา22.28 น. ที่อุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส เป็นการทำลายตัวเลขพีกครั้งที่ 7 ของปี 2559 แต่เป็นรอบที่ 2
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และบริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงวันทำงานปกติและอากาศที่ร้อนอบอ้าวต่อเนื่อง ทำให้เกิดความร้อนสะสมตลอดทั้งวัน ประกอบกับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate : TOU Rate) ซึ่งจะมีการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ระบบมีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อย (Off Peak) เวลา 22.00-09.00 น. โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางทยอยเพิ่มการใช้ไฟฟ้าหลังเวลา 22.00 น.
สำหรับกำลังผลิตไฟฟ้ารองรับพร้อมจ่ายนั้นมีความมั่นคงเพียงพอ เนื่องจากมีปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ประมาณร้อยละ 10-15 หรือไม่ต่ำกว่า 3.2 หมื่นเมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม ไฟพีกที่เกิดขึ้นเกินกว่ามีอัตราการเติบโตเกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ทำให้ กฟผ.จำเป็นต้องมีการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักมาเสริมในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวันจะมีโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ถึง 1,800
เมกะวัตต์ แต่จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าในช่วงเวลากลางคืน
ด้านตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2015) จะต้องมีไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบถึง 1.9 หมื่นเมกะวัตต์ โดยเป็นส่วนของโซลาร์เซลล์ถึง 6,000 เมกะวัตต์
ปัจจุบัน กฟผ.ได้เริ่มมีการปรับปรุงพัฒนาโรงไฟฟ้าเพื่อดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบสูบกลับที่ ได้แก่ โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา เครื่องที่ 3-4 กำลังการผลิต 500 เมกะวัตต์ และจะนำไปพัฒนาที่โรงไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งโรงไฟฟ้าแบบสูบกลับจะสามารถผลิตไฟฟ้าเสริมในช่วงกลางคืนได้







