
ภัยพิบัติกับความสูญเสีย
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี
เมื่อเร็วๆ นี้ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ศ.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้เปิดเผยว่า The EconomistIntelligence Unit ได้จัดอันดับ 50 เมืองที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยประจำปี 2558 โดยวัดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยทางดิจิทัล ความปลอดภัยด้านสุขภาพ ความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความปลอดภัยส่วนบุคคล ซึ่งกรุงเทพมหานครติดอันดับที่ 39 จากผลการจัดอันดับความปลอดภัยเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยได้ 63 คะแนน จาก 100 คะแนน สรุปได้ว่าความปลอดภัยในเมืองไทยยังอยู่ในระดับกลางค่อนข้างต่ำ ถือว่ามีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดอย่างมีความถี่มากขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องอุบัติภัยนี้ ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. เอนก ศิริพานิชกร กล่าวว่า ภัยพิบัติที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญมีหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ (Natural Diasters) สำหรับประเทศไทยมี 8 ประเภท ประกอบไปด้วย
1.แผ่นดินไหว (Earthquakes) 2.คลื่นใต้น้ำ (Tsunami) 3.วาตภัย 4.อุทกภัย (Floods) 5.ภัยแล้ง (Droughts) 6.อัคคีภัย (Fires) 7.ดินถล่ม (Landslide) และ 8.โรคระบาดในคนและสัตว์ (Human Epidemics and Animal Diseases)
แนวทางเร่งด่วนในประเด็นของภัยพิบัติจากธรรมชาตินั้น ทาง วสท.จะดำเนินการในด้านแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเกิดจากการพ้องคลื่นของการสั่นตามธรรมชาติของอาคารกับผลตอบสนองของดินอ่อนในแอ่งกรุงเทพฯ ซึ่งจะแตกต่างอย่างมากกับผลตอบสนองของแผ่นดินไหวโดยตรงในเขตที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เช่น ภาคเหนือ
ทั้งนี้ วสท.จะติดตั้งเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว(Seismometer) อันแรกที่อาคาร วสท. และจะสร้างเครือข่ายของความสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวในอาคารของตัวเอง และจะร่วมบริหารจัดการข้อมูลกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรุงเทพมหานคร เพื่อทำให้ได้ข้อมูลการสั่นสะเทือนเพื่อออกแบบอาคารให้ปลอดภัยและประหยัดมากขึ้น
เรื่องของ “การเตรียมพร้อม” สำหรับรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญกับ “การป้องกัน” ในภัยพิบัติที่สามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้เป็นอันดับแรกๆ โดยต้องอาศัย “ความรู้ทางวิชาการ” ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และ “ประสบการณ์” ของวิศวกร และผู้ที่มีความชำนาญในการแก้ปัญหาด้านนี้
ส่วนภัยพิบัติที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ก็ต้องเตรียมรับมือเมื่อเกิดการภัยพิบัติขึ้น เพื่อลดความสูญเสีย (Loss Reduction) ให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การติดตั้งสัญญาณเตือนภัย การเฝ้าระวัง การเตรียมลู่ทางอพยพ การฟื้นฟู การเยียวยารักษา การสร้างแหล่งพักพิง เป็นต้น รวมตลอดถึงการบริหารจัดการแบบ “ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว” (One Stop Service) และการจัดระเบียบวินัยที่จะต้องช่วยเหลือกันและอยู่ร่วมกันระหว่างเกิดเหตุและการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่งเรื่องนี้เราได้แสดงให้ทั่วโลกได้เห็นถึง “น้ำใจคนไทย” หลังเกิดภัยพิบัติมามากแล้ว
เรื่องของภัยพิบัตินี้ จึงอยู่ที่ความสามารถของผู้บริหารใน “การบริหารจัดการเพื่อควบคุมความสูญเสีย” (Loss Control Management) ด้วยครับผม!







