posttoday
Sell in May and go away

Sell in May and go away

12 พฤษภาคม 2559

โดย...กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ([email protected])

โดย...กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ([email protected])

สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังจากที่ปิดช่วงไตรมาสแรกไปอย่างสวยงามด้วยผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งนับเป็นตลาดหุ้นที่เติบโตเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในปีนี้ แต่แล้วพอเริ่มเข้าช่วงเดือนเม.ย.ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ความผันผวนและไม่แน่นอนเริ่มกลับมายังตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ประกอบกับตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของไตรมาสแรกประจำปีเริ่มทยอยออกมาให้ทราบกัน

จึงเริ่มมีคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2559 ว่า นักลงทุนควรจะทำอย่างไรต่อผลกำไรที่ส่วนใหญ่ได้มาในช่วงไตรมาสแรกที่ตลาดหุ้นบวกกว่า 9.3% นั้น จึงเป็นที่มาของการอ้างอิงทฤษฎีทางการลงทุนที่ผมตั้งเป็นชื่อเรื่องของวันนี้ “Sell in May and go away”

จะว่าไปแล้วทฤษฎีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทฤษฎีทางการลงทุนที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายอยู่พอสมควร หลักการนั้นไม่ได้มีอะไรมากนอกเสียจากแนะนำให้ผู้ลงทุนขายหุ้นในเดือน พ.ค. แล้วกลับมาซื้อใหม่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวเป็นผลมาจากการศึกษาผลตอบแทนในอดีต (Historical Performance) เริ่มต้นที่ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ โดยผลการศึกษาเริ่มจากปี 1926-2006 แล้ว หลังจากนั้นก็มีการขยายผลไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ

โดยผลการศึกษานั้นบ่งบอกว่า ตลาดหุ้นในช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค.นั้น มักจะปรับตัวลงหรือเติบโตน้อยกว่า (Underperformed โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.88%) ในช่วงเดือน พ.ค.-เม.ย. ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.8% นั้นจึงเป็นที่มาของทฤษฎีดังกล่าว ซึ่งผมเชื่อว่าในช่วงนี้นักลงทุนหลายท่านคงเริ่มได้ยินเหล่าบรรดากูรูทั้งหลายออกมาพูดในทำนองนี้ไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน

วันนี้ผมเลยลองทำการศึกษาในเบื้องต้นของทฤษฎี “Sell in May and go away” สำหรับทั้งดัชนีตลาดหุ้นไทย SET Index และกองทุนรวมหุ้นไทย (ไม่รวมนับ LTF และ RMF) โดยทำการศึกษาย้อนหลังแบ่งเป็นหลายช่วงเวลา 10, 20, 30 ปี และนับตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์ปี 2518 เป็นต้นมา ซึ่งได้ผลดังต่อไปนี้ครับ

จะว่าไปแล้วผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาจากดัชนีตลาดหุ้นไทยนั้น ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับทฤษฎีที่ว่านี้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า มันเป็นเพียงทฤษฎีซึ่งไม่ได้หมายความว่าในทุกปีๆ นั้น ผลตอบแทนจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ดังประโยคคลาสสิกของการลงทุนที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก กล่าวไว้ว่า “ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้บ่งบอกถึงผลตอบแทนในอนาคต (Past Performance Is No Guarantee of Future Results)”

ทีนี้ย้อนกลับมาดูที่กองทุนรวมหุ้นไทย (ไม่รวมนับ LTF และ RMF) กันบ้าง ผลการศึกษานั้นก็ไม่ได้หนีไปจากตัวของตลาดหุ้นไทยเท่าไหร่นัก เนื่องจากกองทุนมีการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยมีผลดังนี้ (ทำการศึกษาย้อนหลังได้เพียง 19 ปี เนื่องจากข้อจำกัดของอายุของกองทุนรวม)

แล้วนักลงทุนอย่างเราควรทำอย่างไร ก่อนอื่นต้องบอกว่าทฤษฎีที่กล่าวมานี้เป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนแบบจับจังหวะหรือ Market-Timing นั้นเอง ซึ่งส่วนตัวผมมีความเชื่อว่ามันเป็น Losing Strategy หมายความว่าเรามักจะจับจังหวะในการลงทุนผิดอยู่เสมอ หรือบางทีวิธีการดังกล่าวอาจจะเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญที่เข้าใจการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเป็นอย่างดีหรือเป็นนักลงทุนแบบ Trader มืออาชีพมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม การซื้อเข้าขายออกอยู่บ่อยๆ นั้นก็ก่อให้เกิดผลเสียที่ตามมาอยู่ดี นั้นก็คือ ค่าใช้จ่ายในการเทรด หรือ Trading Commission ที่ก็จะสูงตามขึ้นมานั้นเอง

สำหรับท่านที่เป็นนักลงทุนทั่วไปโดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นสำคัญ ผมยังเชื่อว่าการลงทุนระยะยาวให้เป็นไปตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้นั้น ยังคงเป็นวิธีการที่จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนได้เช่นเดียวกัน และที่สำคัญไปกว่านั้นกองทุนรวมนั้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการลงทุนระยะสั้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ