
หัวเว่ยปักธงไทย คุม10ประเทศปั้นไอซีทีฮับ
หลังจากดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 19 ปี เมื่อภาครัฐจุดพลุนโยบายอีโคโนมีดิจิทัลที่กระตุ้นให้องค์กรขนาดใหญ่ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
หลังจากดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 19 ปี เมื่อภาครัฐจุดพลุนโยบายอีโคโนมีดิจิทัลที่กระตุ้นให้องค์กรขนาดใหญ่ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย หัวเว่ยก็พร้อมขยับตัวเป็นรายแรกในการเปิดสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในไทย เพื่อดูแล 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ย่านใจกลางเมืองเพลินจิตด้วยงบลงทุนกว่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 400 กว่าล้านบาท
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดสำนักงานใหญ่หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า การที่หัวเว่ยเลือกไทยเป็นสำนักงานใหญ่เพราะเชื่อมั่นว่าในอนาคตไทยจะเป็นสำนักงานใหญ่ระหว่างประเทศของภาคธุรกิจ และไทยมีความมั่นคงชัดเจน ทำให้ชาวต่างชาติมั่นใจ
“ภาครัฐเชิญนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาตั้งสำนักงานในไทยเพื่อไทยมีความแข็งแกร่ง ซึ่งต่างชาติยังเชื่อมั่นในประเทศของเรา เราจึงต้องมั่นใจในศักยภาพของตนเองและประกาศเอาหัวเว่ยเป็นพาร์ตเนอร์ด้านไอที เพื่อก้าวต่อไปสำหรับการสร้างคัสเตอร์ดิจิทัล (การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ 5 ประเภทที่เกี่ยวกับดิจิทัล) ให้เกิดขึ้น” สมคิด กล่าว
เบเคอร์ โจว รองประธานบริหารกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า หลังจากที่ภาครัฐมีสิทธิประโยชน์ให้แก่บริษัท เพราะต้องการสนับสนุนให้เกิดการสร้างสำนักงานใหญ่ระหว่างประเทศ (International Headquarters : IHQ) ด้วยเงื่อนไขทางด้านภาษีและวีซ่าการเข้าทำงานของชาวต่างชาติในไทยที่เหมาะสม ซึ่งคุ้มค่าต่อการลงทุนสำหรับอนาคต
“เดิมในไทยเป็นแค่สำนักงานแบบปฏิบัติการ แต่หลังจากนี้จะเป็นสำนักงานใหญ่ที่ดูแล 10 ประเทศ คือ ไทย อินเดีย เวียดนาม เมียนมา บังกลาเทศ เนปาล ลาว ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า ยิ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่รัฐบาลไทยว่าเราจะไม่ย้ายหนีแน่นอน เพราะลงทุนศูนย์กิจกรรมอย่างเต็มที่” โจว กล่าว
ปัจจุบันหัวเว่ยมีพนักงานในไทยทั้งหมดกว่า 1,200 คน สร้างรายได้ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาทำได้กว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท
วัง อี้ฟาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) กล่าวว่า หัวเว่ยเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพและเทคโนโลยีที่ทัดเทียมกับนานาประเทศ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงความสามารถของบุคลากรและความสามารถของคนในประเทศให้คนอื่นๆ ได้ทราบ ซึ่งในอนาคตยังมีโอกาสทำงานร่วมกับภาครัฐในเรื่องสมาร์ทซิตี้
“แม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ที่จะทำร่วมกัน เพราะยังอยู่ระหว่างการพูดคุยแต่ก็คาดหวังว่าภายในปีนี้จะมีความชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้จะรีบเตรียมทีมงานอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อรองรับความต้องการของภาครัฐ ส่วนเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมต้องชัดเจนก่อนว่าจำเป็นต้องเพิ่มในด้านใด” วัง กล่าว
นอกจากนี้ ยังคาดหวังความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษากับศูนย์ CSIC และศูนย์ฝึกอบรมของหัวเว่ยในการเปิดให้สถาบันการศึกษา คู่ค้าในวงการโทรคมนาคมในไทยและต่างประเทศ เพื่อเข้ามาศึกษาดูงานเทคโนโลยีล่าสุด เพื่อช่วยให้ไทยมีการใช้งาน 4จี และ 4.5จี ได้อย่างรวดเร็วและแพลตฟอร์มที่น่าสนใจใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่
“โซลูชั่นที่หัวเว่ยมีแสดงภายในศูนย์แห่งนี้ อาทิ เซฟซิตี้ คือการสื่อสารแบบอีแอลทีอีและกล้องซีซีทีวี ศูนย์วิจัยและพัฒนา อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ บรอดแบนด์แห่งชาติและโมบายบรอดแบนด์ เป็นต้น โดยคาดว่าจะมีการเดินทางเข้ามาศึกษาดูงานไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ในทุกอุตสาหกรรม” วัง กล่าวสรุป







