
สตาร์ทอัพสะพัด 7 หมื่นล.
เอกชนเปิดพื้นที่หนุนสตาร์ทอัพ คาดเงินทุนสะพัดกว่า 7 หมื่นล้าน ระบุต่างชาติพุ่งเป้าอาเซียน
เอกชนเปิดพื้นที่หนุนสตาร์ทอัพ คาดเงินทุนสะพัดกว่า 7 หมื่นล้าน ระบุต่างชาติพุ่งเป้าอาเซียน
นายอมฤต เจริญพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย ผู้จัดงานสัมมนาด้านเทคโนโลยี “Techsauce Summit 2016” เปิดเผยว่า จากการเปิดประชาคมอาเซียน ทำให้การค้าการลงทุนตลอดจนเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาในภูมิภาค ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคอาเซียนในปัจจุบันที่อยู่กับเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะเติบโต โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเศรษฐกิจเติบโตเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน
ทั้งนี้ สตาร์ทอัพในประเทศไทยที่สามารถแข่งขันในอาเซียนได้ เป็นกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่รัฐบาลส่งเสริมผ่านการนำจุดแข็งของประเทศไทยอย่างการท่องเที่ยว วัฒนธรรมและการออกแบบมาผสมผสานกับการทำธุรกิจดิจิทัลเพื่อให้เกิดไอเดียและแนวทางใหม่ของการทำธุรกิจ เพื่อสร้างความแตกต่างและสร้างแบรนด์ไทยให้กับตลาดอาเซียน จนสามารถต่อยอดเพื่อขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านได้
นายอมฤต กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจใหม่จะเป็นนักรบทางเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยจะเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการเติบโตของอาเซียน และสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงการคลังในการสร้างและดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วโลกมาสู่ประเทศไทย คาดว่าจะมีผู้ประกอบการ นักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาท
นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการ โครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มทุนเคลื่อนย้ายเม็ดเงินมาสนับสนุนสตาร์ทอัพในอาเซียนมากขึ้น จากสภาวะการชะลอตัวของตลาดทุนในประเทศจีนและอินเดีย ประกอบกับจำนวนผู้บริโภคที่มีถึง 620 ล้านคน โดยเฉพาะในปีที่แล้วซึ่งมีเม็ดเงินทุนหมุนเวียนในภูมิภาคกว่า 6.05 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเกือบ 100% (3.1 แสนล้านบาท) ทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดศักยภาพแห่งใหม่สายตากลุ่มทุนที่สนใจสนับสนุนสตาร์ทอัพ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องระมัดระวังการเกิดสภาวะฟองสบู่แตกแก่กลุ่มสตาร์ทอัพ โดยจะเริ่มส่งผลกระทบในยุโรปและจีนก่อนที่จะมาถึงในประเทศอาเซียน ซึ่งธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นธุรกิจระยะยาวที่ต้องผ่านอุปสรรค ตลอดจนรับความเสี่ยงสูง จึงต้องมีการวางแผนและสร้างเครือข่ายที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อยู่รอดได้ โดยที่ผ่านมาจากจำนวนสตาร์ทอัพ 2.6 แสนรายในประเทศไทย มีเพียง 10% ที่อยู่รอดได้







