
แบงก์แนะขึ้นค่าแรงปลายปี
แบงก์ห่วงขึ้นค่าแรงซ้ำเติมเอสเอ็มอี แบกต้นทุนไม่ไหว แนะรอเศรษฐกิจฟื้นปลายปีค่อยปรับ
แบงก์ห่วงขึ้นค่าแรงซ้ำเติมเอสเอ็มอี แบกต้นทุนไม่ไหว แนะรอเศรษฐกิจฟื้นปลายปีค่อยปรับ
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า หากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เป็น 360 บาท ถือเป็นความเสี่ยงใหม่ที่จะซ้ำเติมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางยอดขายและผลประกอบการตกต่ำอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านต้นทุนเริ่มเห็นสัญญาณบ้างแล้ว จากราคาน้ำมัน สินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่างๆ ปรับขึ้น จนทำให้เงินเฟ้อเดือน เม.ย.ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 16 เดือน แต่ยังไม่สะท้อนผ่านผลสำรวจความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีในไตรมาสแรก โดยคาดว่าอาจจะเห็นความกังวลมากขึ้นในไตรมาส 2 หลังจากเริ่มพูดถึงค่าแรงขั้นต่ำมากขึ้น
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น ต้นทุนค่าแรงมีผลกระทบมากที่สุด โดยต้นทุนด้านอื่นๆ ยังพอบริหารจัดการได้โดยใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตแต่ค่าจ้างแรงงานคือต้นทุนที่มีสัดส่วนถึง 40-50% ของต้นทุนรวม ยิ่งธุรกิจมีขนาดเล็กภาระต้นทุนค่าจ้างแรงงานยิ่งมีสัดส่วนสูง
นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในช่วงนี้เป็นดาบสองคม โดยด้านดีอาจจะช่วยให้ผู้ใช้แรงงานมีกำลังซื้อใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ผลกระทบด้านลบไปอยู่ที่เอสเอ็มอีที่ขณะนี้อยู่ในภาวะลำบาก จึงเห็นว่าควรรอปลายปีที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว น่าจะเป็นจังหวะเหมาะสมที่ผู้ประกอบการพอจะรับมือกับการขึ้นค่าแรงได้ดีกว่า
“ส่วนตัวมองว่าการจัดการเรื่องค่าแรงไม่ควรจะเป็นเรื่องการต่อรอง แต่ควรมีการปรับขึ้นอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญคือ สามารถคาดการณ์ได้ในระยะยาว เพราะการลงทุนไม่ใช่การลงทุนวันนี้ขายพรุ่งนี้ แต่การลงทุนเขามองไปอีก 10 ปีข้างหน้า ต้องคำนวณฐานค่าแรงในอนาคตด้วย ซึ่งหากประเมินได้ง่ายก็จะจูงใจให้เกิดการลงทุน” นายเบญจรงค์ กล่าว
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงจะตกหนักอยู่ที่ธุรกิจระดับกลางและระดับเล็กมากกว่า ที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากต้นทุนที่สูงขึ้น และไม่สามารถผลักภาระไปที่ผู้บริโภคได้ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันด้านราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงมีทั้งคนได้และคนเสียผลประโยชน์ ซึ่งผู้ได้ประโยชน์คือประชาชนระดับฐานรากที่จะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ดังนั้น หากจะมีการปรับค่าแรงจริงรัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาธุรกิจที่เสียผลประโยชน์ ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ เช่น ดอกเบี้ยต่ำ สิทธิทางภาษี หรือการหาตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ ส่วนธุรกิจรายใหญ่มีการปรับตัวตั้งแต่การปรับค่าแรงเป็น 300 บาทแล้ว ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก







