
กรรมการพีพีพีอนุมัติลงทุน 2 โครงการมูลค่า2แสนล้าน
คณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบอนุมัติร่วมลงทุนรัฐ-เอกชนอีก 2 โครงการ รถไฟฟ้า-เช่าที่ราชพัสดุ มูลค่า 2 แสนล้าน
คณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบอนุมัติร่วมลงทุนรัฐ-เอกชนอีก 2 โครงการ รถไฟฟ้า-เช่าที่ราชพัสดุ มูลค่า 2 แสนล้าน
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ได้เห็นชอบการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนอีก 2 โครงการ มูลค่าการลงทุน 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
สำหรับโครงการที่ได้รับการอนุมัติได้แก่ 1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงต่อขยาย หัวลำโพง บางแค บางซื่อ ท่าพระ มูลค่าลงทุน 8.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเอกชนที่ได้ร่วมลงทุนดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบในส่วนของการเดินรถไฟฟ้าช่วงเตาปูน บางซื่อ ซึ่งเป็นการเดินรถของรถไฟฟ้าสายมีม่วง โดยคณะกรรมการ PPP สั่งให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการ PPP ในโครงการนี้ให้เสร็จภายใน 15 เดือน
ทั้งนี้ เอกชนที่ได้เข้าร่วมโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจะได้บริหารโครงการเป็นเวลา 30 ปี มีเวลาการก่อสร้างอีก 3 ปี เป็น 33 ปี โดยที่เอกชนจะรับความเสี่ยงจากการบริหารเดินรถและซ่อมบำรุงเองทั้งหมด ทำให้ภาครัฐไม่มีความเสี่ยงจากการลงทุน
2. โครงการเช่าที่ราชพัสดุ ให้บริษัท ไทยออยล์ เช่าที่ราชพัสดุในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำนวน 1,500 ไร่ ต่ออีก 30 ปี ซึ่งกรมธนารักษ์จะต้องสรุปรายเอียดทั้งหมดภายใน 3 เดือน จะทำให้บริษัทไทยออยล์มั่นใจลงทุนในโรงกลั่นน้ำมันอีก 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีการเริ่มลงทุนในปีนี้ทันที
สำหรับการเช่าที่ราชพัสดุของบริษัทไทยออยล์ ในสัญญาเดิมมีเวลาเหลืออีก 7 ปี แต่ใน พ.ร.บ.ร่วมลงทุนรัฐและเอกชนฉบับใหม่ กำหนดไว้ว่าโครงการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนที่จะหมดสัญญาในอีก 5 ปีข้างหน้า ให้เจ้าของโครงการเสนอการลงทุนที่เป็นประโยชน์กับรัฐมากที่สุดให้คณะกรรมการ PPP พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งในกรณีธนารักษ์ไม่มีความสามารถทำโรงกลั่นน้ำมัน จึงให้บริษัทไทยออยล์ เช่าดำเนินกิจการต่อไป
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการ PPP ขึ้นทำให้เดินหน้าการลงทุนได้หลายโครงการ ทำให้เอกชนเชื่อมั่นเศรษฐกิจมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้การลงทุนภาครัฐล่าช้ามานานเป็นปี อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ PPP ยังไม่เห็นชอบการร่วมลงทุนศูนย์พาณิชย์นาวี ที่ท่าเรือกรุงเทพ ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยเสนอมา โดยให้ไปศึกษาความคุ้มค่าและข้อกฎหมายอีกครั้ง







