
กระทรวงอุตฯดันธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ
กระทรวงอุตฯผลักดันธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ หวังไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน เพิ่มการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบในประเทศ
กระทรวงอุตฯผลักดันธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ หวังไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน เพิ่มการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบในประเทศ
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายในงานสัมมนา เรื่องการส่งเสริมการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ว่า เทคโนโลยีชีวภาพเป็นธุรกิจเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุนของไทย ซึ่งไทยหวังว่าจะสามารถก้าวมาเป็นศูนย์กลางธุรกิจในด้านเทคโนโลยีชีวภาพในระดับอาเซียนให้ได้ โดยเฉพาะในด้านการเกษตร จึงต้องเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุน ไม่อย่างนั้นจะช้ากว่าประเทศอื่นๆ
“ประเทศไทยมีศักยภาพและมีความได้เปรียบในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากเป็นธุรกิจสาขาที่มีการดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากการเป็นประเทศเกษตรกรรมสำคัญ และเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ของโลก ซึ่งไทยจะนำข้อได้เปรียบมาต่อยอดเพื่อให้เป็นประโยชน์ทั้งในด้านการลงทุน และการพัฒนาไปสู่การแข่งขันในอนาคต” นายชัยวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องเร่งชักจูงนักลงทุนในหลากหลายวิธี จากที่เน้นการเดินหน้าเคาะประตูนักลุงทุน ต้องเพิ่มวิธีการให้นักลทุนเดินหน้าเข้ามาหาเองบ้าง เช่น นักลงทุนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยอาจทำประชาสัมพันธ์แบบง่ายๆ ให้นักลงทุนทราบว่าบีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุนอย่างไร ในประเภทไหนบ้าง เป็นต้น
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ส่วนเรื่องปัญหามาบตาพุด หากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมมีมติให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตเป็นผู้ประกาศประเภทกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็พร้อมดำเนินการตาม โดยสามารถออกประกาศประเภทกิจการรุนแรงเองได้ภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 10 ประเภทกิจการ โดยใช้พื้นฐาน 18 ประเภทกิจการ ที่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้ศึกษาไว้
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนกับไทยในด้านนี้ ทั้งด้านการผลิต และการวิจัยและพัฒนา เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เนื่องจากไทยมัวัตถุดิบภายในประเทศค่อนข้างครบถ้วน แต่ยังมีการลงทุนน้อยอยู่ จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนอย่างมาก ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซียเริ่มดำเนินการในธุรกิจดังกล่าวไปก่อนหน้าไทยแล้ว และมีนักลงทุนสนใจมาลงทุนทำวิจัยและพัฒนาเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในเมืองไทยยังมีการลงทุนในโครงการธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น อุตสาหกรรมด้านการเกษตร การผลิตเวชภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น เป็นจำนวนน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการไทยังให้ความสนใจกับการวิจัยและพัฒนาน้อย จึงไม่ทำให้เกิดการลงทุน โดยตั้งแต่เดือนก.พ. 2550 – ก.ค. 2553 มีโครงการได้รับการส่งเสริมจำนวน 9 โครงการ มูลค่าการลงทุน 298.7 ล้านบาท บีโอไอจึงต้องจัดสัมมนา และนำเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนกานักลงทุนไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจ และจะได้สอดคล้องไปกับแนวทางการลงทุนที่จะเข้ามาด้วย
สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจดังกล่าว จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดไม่ว่าจะตั้งอยู่เขตใด โดยจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินทุกเขตที่ตั้ง หากตั้งอยู่ในเขตอุทยานวิทยาศาสตร์ ให้ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิ 50% เป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น







