
มีเงินน้อย กู้เงินเรียน ต้องพากเพียร...จ่ายหนี้
ยิ่งใกล้วันเปิดเทอม ยิ่งเห็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หน้าดำคร่ำเคร่ง เพราะเปิดเทอมทีไร (ยิ่งเป็นเปิดเทอมใหญ่) กระเป๋าเงินจะร้อนแทบไหม้ ยิ่งกว่าอากาศร้อนในตอนนี้เสียอีก
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
ยิ่งใกล้วันเปิดเทอม ยิ่งเห็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หน้าดำคร่ำเคร่ง เพราะเปิดเทอมทีไร (ยิ่งเป็นเปิดเทอมใหญ่) กระเป๋าเงินจะร้อนแทบไหม้ ยิ่งกว่าอากาศร้อนในตอนนี้เสียอีก
เพราะไหนจะค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าเสื้อผ้า ค่ากิจกรรม ค่าบำรุงการศึกษา และค่าอะไรอีกสารพัด เรียกว่า ถ้าไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าคงได้หมุนเงินกันหน้ามืดแน่ๆ
แต่โชคดีหน่อยที่ยังมีแหล่งเงินกู้มาแบ่งเบาภาระ
ถ้าจำได้เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น เคยตั้งคำถามให้เลือกระหว่าง “การศึกษาลูก” กับ “การเกษียณของตัวเอง” ว่าเราจะเลือกทุ่มกำลังเงินออมไปไว้ที่แผนการออมใดเป็นอันดับแรก
หลายคนเลือกการศึกษาลูกมาก่อนการเกษียณของตัวเอง ซึ่งในสายตาของนักวางแผนการเงินถือว่าการเลือกจัดลำดับความสำคัญแบบนี้... ถือว่าผิด เพราะเรากู้เพื่อการศึกษาได้ แต่กู้เพื่อเกษียณไม่ได้
นอกจากนี้ เรามีทางออกอื่นๆ ที่จะทำให้ลูกได้เรียนโดยที่ไม่ต้องแบกรับภาระการเงินเอาไว้เองทั้งหมด
แหล่งเงินให้กู้เรียน
ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษา แล้วไม่รู้จักกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ถือว่าเชย เพราะทั้งสองกองทุนเป็นแหล่งเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ดีที่สุด เพราะคิดดอกเบี้ยน้อยนิด แค่ 1% ต่อปี แถมยังให้เวลาผ่อนชำระนานถึง 15 ปี
แต่ถ้าจะกู้ กยศ.ต้องเข้าเงื่อนไข “รายได้น้อย” เพราะกำหนดคุณสมบัติผู้กู้เอาไว้ว่า รายได้ของครอบครัวต้องไม่เกิน 2 แสนบาท แต่ถ้าเกิน 2 แสนบาท ต้องไปกู้จาก กรอ.แทน เพราะไม่กำหนดเรื่องรายได้ครอบครัว แต่จะกำหนดสาขาวิชาที่จะเรียน
เงินกู้ที่ได้จาก กรอ.ยังไม่ได้รวมค่าครองชีพ (ไม่เหมือน กยศ.) ยกเว้นว่า ถ้าครอบครัวมีรายได้ไม่เกิน 2 แสนบาท ถึงจะได้ค่าครองชีพอีกเดือนละ 2,200 บาท แต่ในอนาคตทั้ง กยศ.และ กรอ.จะรวมกันเป็นหน่วยงานเดียว
นอกจากนี้ ตามเงื่อนไขใหม่ ถ้าจะกู้เงินจาก กยศ.และ กรอ.จะต้องเรียนดีมีเกรดเฉลี่ยเกิน 2.00 ยกเว้นสายอาชีวะ กรณีเป็นผู้กู้รายใหม่ หรือเปลี่ยนระดับการศึกษา เพราะฉะนั้นถ้าต้องการกู้เงินจนเรียนจบต้องตั้งใจเรียน
ถ้าไม่สามารถกู้เงินจาก กยศ.หรือ กรอ.ได้ ก็ยังมี “สินเชื่อเพื่อการศึกษา” จากสถาบันการเงินให้เลือกใช้บริการ ซึ่งแต่ละแห่งจะกำหนดคุณสมบัติคนที่จะกู้ (ซึ่งอาจจะเป็นคนเรียนกู้เอง หรือพ่อแม่กู้) เงื่อนไขการใช้เงินกู้ อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระที่แตกต่าง
นอกจากนี้ สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังกำหนดให้ต้องมี “บุคคลค้ำประกัน” หรือไม่ก็ต้องมี “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” ซึ่งอาจจะเป็นที่ดิน บ้านพร้อมที่ดิน เงินฝาก สลากออมสิน ซึ่งคุณภาพและชนิดของหลักประกันจะมีผลต่อจำนวนเงินที่จะกู้ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย
แต่จะมีสถาบันการเงินเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ที่ไม่มีเงื่อนไขการค้ำประกัน เช่น ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
ขณะที่รูปแบบการคิดดอกเบี้ยจะเป็นแบบลดต้นลดดอก แต่สถาบันการเงินบางแห่งจะระบุไว้ชัดเจนเลยว่า จะคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้คงค้างเท่านั้น ไม่ใช่วงกู้ทั้งหมด เช่น ได้วงเงินกู้มา 2 แสนบาท แต่เบิกไปจ่ายค่าเทอมงวดแรกแค่ 5 หมื่นบาท ธนาคารก็จะคิดดอกเบี้ยเฉพาะเงินที่เบิกออกมา 5 หมื่นบาท ไม่ใช่ 2 แสนบาท
ธนาคารไหนที่คิดดอกเบี้ยแบบนี้ถือว่ายุติธรรม ไม่เอาเปรียบลูกหนี้
นอกจากนี้ การเบิกออกมาเป็นงวดๆ และคิดดอกเบี้ยเฉพาะเงินที่เบิกออกมาจะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยไปได้มาก
พากเพียรชำระหนี้
เป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้อะไรก็ต้องรักษาวินัยลูกหนี้ด้วยการชำระเงินให้ตรงตามกำหนด
ที่ผ่านมาคงได้ผ่านตาเรื่อง “ลูกหนี้ กยศ.ชักดาบ” กันมาบ้าง ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย เพราะข้อมูลล่าสุดจาก กยศ. บอกว่า มีคนค้างชำระอยู่ 2 ล้านคน หรือประมาณ 65% ของคนที่ถึงกำหนดชำระแล้วทั้งหมด 3.1 ล้านคน มูลหนี้ 5.6 หมื่นล้านบาท
ถ้าเป็นเมื่อก่อนลูกหนี้ กยศ.คงไม่ต้องกังวลเรื่องการชำระหนี้ เพราะคิดว่า “ไม่หนี ไม่จ่าย... ใครจะทำไม” แต่หลังจากนี้ถ้าคิดจะชักดาบคงต้องคิดใหม่ เพราะรัฐบาลมีสารพัดมาตรการมาจัดการกับลูกหนี้กลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโร กลายเป็นคนมีตำหนิทางการเงิน และให้นายจ้างหัก
เงินเดือนมาจ่ายหนี้
แม้จะดูโหดร้าย แต่หนี้ กยศ.และ กรอ.ยังถือว่าปรานี เพราะดอกเบี้ยต่ำมากและมีระยะเวลาปลอดหนี้ยาวนาน โดย กยศ. ยอมให้ “เรียนจบ (2 ปี) แล้วค่อยจ่าย” ขณะที่ กรอ.กำหนดว่า “มีรายได้ (เกิน 1.6 หมื่นบาท/เดือน) แล้วค่อยจ่าย”
คงจะไม่มีสถาบันการเงินไหนใจดีเท่านี้อีกแล้ว เพราะถ้าเป็นสินเชื่อเพื่อการศึกษาของสถาบันการเงินต้อง “เรียนไปจ่ายไป” เพราะถ้าไม่มีกำหนดระยะเวลาปลอดหนี้เอาไว้ แสดงว่า หลังจากที่ได้รับเงินกู้มาแล้วจะต้องเริ่มจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยในเดือนถัดไปทันที แบบเดียวกับสินเชื่อบุคคลประเภทอื่นๆ
นอกจากนี้ ถ้าเกิดหลงลืมผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาอาจจะเจอดอกเบี้ยผิดนัด หรือยกเลิกเงินกู้ไปเลยก็ได้ เช่น
ธนาคารกรุงไทย ประกาศไว้เลยว่า ในกรณีที่ผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่ง ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมด ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร หรือ 18% ต่อปีในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากเดิมที่กำหนดดอกเบี้ยไว้ประมาณ 10% (กรณีใช้บุคคลค้ำประกัน)
ขณะที่ธนาคารธนชาต ก็บอกไว้ชัดเจนเช่นกันว่า “ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการระงับการเบิกเงินกู้งวดต่อไป ถ้าผู้กู้ค้างชำระติดต่อกันตั้งแต่ 2 งวดขึ้นไป”
นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังกำหนด “ค่าปรับ” ในกรณีที่ผิดนัดชำระหนี้ในแต่ละงวดเอาไว้ด้วย และแม้ว่าสถาบันการเงินบางแห่งจะไม่ได้บอกผลที่จะเกิดขึ้นหากผิดนัดชำระ แต่เชื่อเถอะว่าสถาบันการเงินเหล่านี้จะจัดการกับ “คนเบี้ยวหนี้” แน่ๆ
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะก่อหนี้ แม้ว่าจะเป็นหนี้เพื่อการศึกษา ก็ต้องแน่ใจว่าจะสามารถจ่ายหนี้ได้จนหมด







