
‘ชิปการ์ด’ บันไดขั้นแรก สู่เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
การเปลี่ยนระบบเอทีเอ็มจากการอ่านข้อมูลแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด เป็นขั้นตอนหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนาระบบชำระเงินแห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) เพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจดิจิทัล (ดิจิทัล อีโคโนมี) อย่างสมบูรณ์ หัวใจสำคัญของดิจิทัล อีโคโนมี คือ ระบบชำระเงิน ที่ต้องง่าย สะดวกรวดเร็ว และทุกที่ทุกเวลา ซึ่งช่วยสนับสนุนรูปแบบการซื้อขายสินค้าที่ขณะนี้อยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย จึงทำงานร่วมกันอย่างหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เข้ารับตำแหน่ง และประกาศนโยบายเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์เป็นวาระแห่งชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 3 ของ ธปท. และแผนแม่บทพัฒนาอุตสาหกรรมธนาคารไทยระยะ 5 ปี ของสมาคมธนาคารไทยพอดี
ขณะที่ธนาคารต้องพัฒนาระบบดิจิทัลแบงก์กิ้งเพื่อรองรับอี-เพย์เมนต์แล้ว ภารกิจอีกด้านหนึ่ง คือ การเร่งเปลี่ยนระบบเอทีเอ็มจากแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด ตามนโยบายของคณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) ตั้งแต่ปี 2556 เพื่อให้ผู้ถือบัตรมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ช่วยแก้ปัญหาการปลอมแปลงบัตร และโจรกรรมข้อมูล (สกิมมิ่ง) ที่เป็นช่องโหว่ของบัตรเอทีเอ็มแบบแถบแม่เหล็ก
ล่าสุด ธปท.และสมาคมธนาคารไทยได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าระบบบัตรชิปการ์ดพร้อมแล้ว โดยตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.นี้เป็นต้นไป ธนาคารทุกแห่งจะไม่มีการออกบัตรเอทีเอ็มแถบแม่เหล็กให้ลูกค้าอีกต่อไป แต่จะออกเป็นบัตรเดบิตชิปการ์ดให้แก่ลูกค้าผู้ฝากเงินเท่านั้น ดังนั้นผู้เปิดบัญชีใหม่จากนี้จะได้บัตรชิปการ์ดทันที ส่วนผู้ที่มีบัตรเอทีเอ็มแบบแถบแม่เหล็กทยอยไปเปลี่ยนเป็นบัตรชิปการ์ดได้ตามสะดวก
แต่ต้องตอกย้ำอีกทีว่า บัตรเอทีเอ็มแบบแถบแม่เหล็กจะใช้งานได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2562 เท่านั้น หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 บัตรแบบแถบแม่เหล็กจะไม่สามารถใช้งานได้เป็นการถาวร
แหล่งข่าวสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ระบบชิปการ์ดนับเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับไปสู่เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ เป็นตัวเสริมนโยบายการชำระเงินที่ไม่ใช้เงินสด (แคชเลส) สนับสนุนการใช้บัตรเดบิตชำระเงินแทนแม้ว่าจะซื้อสินค้าในราคาไม่สูงก็ตาม โดยขณะนี้บัตรชิปการ์ดพร้อมแล้ว รอเพียงการติดตั้งเครื่องรับบัตร (อีดีซี) ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำแผนดำเนินการวางอีดีซีทั่วประเทศ
ทั้งนี้ สาเหตุที่ให้เวลาเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มจากแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ดถึง 3 ปี เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังคุ้นชินกับการใช้เงินสด และไม่มั่นใจที่จะใช้บัตรเดบิตในการซื้อสินค้า เป็นห่วงความปลอดภัยของเงินในบัญชี หากผิดพลาดเงินจะถูกหักออกทันทีไม่มีเครดิต 45 วันเหมือนกับบัตรเครดิต ฉะนั้น เวลา 3 ปีน่าจะทำให้เกิดการเรียนรู้ของผู้บริโภคในการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตได้มากขึ้น
ธนาคารส่วนใหญ่จูงใจการทำบัตรเดบิตชิปการ์ดด้วยการคิดค่าธรรมเนียมเท่าเดิม ซึ่งธนาคารกสิกรไทยคิดค่ารายปีบัตรเดบิตชิปการ์ดธรรมดา 200 บาท และค่าแรกเข้า 100 บาท เช่นเดียวกับธนาคารกรุงเทพที่คิดในอัตราเดียวกัน ขณะที่ธนาคารกรุงไทยคิดค่าธรรมเนียมรายปีบัตรชิปการ์ด 230 บาท แพงขึ้นจากบัตรเอทีเอ็มแถบแม่เหล็กที่คิดปีละ 180 บาท ไม่รวมค่าแรกเข้า 100 บาท
ส่วนแนวทางจูงใจให้ประชาชนใช้บัตรเดบิตชำระสินค้าแทนเงินสด เบื้องต้นอยู่ระหว่างการศึกษาค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม ซึ่งมีแนวโน้มที่ดี หลังจากประเทศไทยมีระบบชำระเงินของตัวเองในนาม ไทย เพย์เมนต์ เน็ตเวิร์ก (ทีพีเอ็น) ถูกกว่าการใช้ระบบของวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด เพราะปัจจุบันการใช้บัตรเดบิตของคนไทยเป็นธุรกรรมในประเทศถึง 95% มีแค่ 5% ที่ไปใช้ต่างประเทศ
ในระยะยาวค่าธรรมเนียมของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแบงก์กิ้งต้องถูกลง ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของธนาคาร ที่ปัจจุบันนี้ต้นทุนการทำธุรกรรมที่สาขาแพงมากแต่ธนาคารไม่คิดค่าบริการ ขณะที่ต้นทุนธุรกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ถูกกว่ากลับถูกคิดค่าบริการรายการละ 35 บาท ซึ่งหากจะจูงใจคนให้ใช้บริการค่าธรรมเนียมควรต่ำกว่านี้ ถ้ารายการละ 5-10 บาท เชื่อว่าผู้บริโภครับได้
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย กล่าวด้วยว่า เรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมของลูกค้าเป็นประเด็นสำคัญที่ธนาคารให้ความใส่ใจมากที่สุด เพราะลูกค้าจะไม่มีทางใช้งานแน่นอนหากไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย โดยจะมีการศึกษาความเสี่ยงใหม่ๆ หรือกรณีศึกษาจากต่างประเทศถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีการแก้ไข เพื่อนำระบบมาปรับใช้กับประเทศไทย
การเปลี่ยนผ่านจากสังคมการใช้เงินสดไปสู่การชำระเงินด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ตามนโยบายเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ยังมีหนทางอีกยาวไกล ซึ่งการเปลี่ยนระบบชิปการ์ดเปรียบเสมือนเฟสแรกของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ระบบชำระเงินของประเทศอีกหลายด้านยังต้องถูกยกระดับให้พร้อมรับการชำระเงินแบบใหม่ ซึ่งต้องทำด้วยความรวดเร็วด้วย แม้คนจะมีบัตรเดบิต แต่ระบบไม่พร้อม ก็คงยากที่จะจูงใจให้มาใช้บริการ







