
ผ่าแผนเจ.เอส.พี.ฯ ร่วมทุนจีน-ดึงมือดีบริหาร
กลุ่มเจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ นับเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตจากการพัฒนาโครงการอาคารพาณิชย์บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ เป็นหลัก
โดย...สกัญญา สินถิรศักดิ์
กลุ่มเจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ นับเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตจากการพัฒนาโครงการอาคารพาณิชย์บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ เป็นหลัก จนมีโครงการช็อปเฮาส์ขนาดใหญ่ “สำเพ็ง 2” บนถนนกัลปพฤกษ์ฝั่งขาเข้าเมือง และ “ตลาดน้ำสำเพ็ง 2” บนถนนกัลปพฤกษ์ฝั่งขาออกเมือง มุ่งหน้าสู่ถนนกาญจนาภิเษก พร้อมกับจดทะเบียนเข้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) เมื่อต้นปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของกลุ่มเจ.เอส.พี.ฯ
ในปี 2559 กลุ่มเจ.เอส.พี.ฯ กำลังจะมีอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนรอบใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ทั้งการดึงกลุ่มทุนจีนและการดึงผู้บริหารมืออาชีพจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เข้ามาสร้างหน่วยธุรกิจใหม่ และปั้นแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัย เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายระยะยาวที่ “เจ.เอส.พี.ฯ” หวังจะย้ายไปเทรดหุ้นในตลาดเซต (SET) และติดโผ 1 ใน 10 ผู้ประกอบการรายใหญ่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์
ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ปลุกปั้น บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้ตั้งบริษัทลูก ภายใต้ชื่อ บริษัท เจ.เอส.พี. แอสเซ็ท พร้อมกับดึงผู้บริหารมืออาชีพ ไพโรจน์ วัฒนวโรดม ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารจากบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือคิวเฮ้าส์ เข้ามานั่งเป็นซีอีโอของบริษัทนี้เมื่อต้นปี รวมทั้งตั้งทีมใหม่เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับกลางล่างอย่างจริงจัง ภายใต้แบรนด์ใหม่ที่จะเป็นหลักของสินค้าระดับราคาดังกล่าว
ขณะที่ความคืบหน้าในการร่วมทุนกับบริษัท จงเทียน คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป (Zhongtian Contraction Group) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาอันดับต้นๆ จากจีนนั้นมีความชัดเจนมากขึ้น โดยกลุ่มเจ.เอส.พี.ฯ ได้จดทะเบียนบริษัทลูกชื่อ เจ.เอส.พี. จงเทียน เมื่อเดือน ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา กลุ่มเจ.เอส.พี.ฯ ถือหุ้น 51% และกลุ่มจงเทียนถือหุ้น 49% และได้เซ็นเอ็มโอยูกับกลุ่มจงเทียนในเดือน ก.พ. ก่อนจะซื้อที่ดินที่ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 160 ไร่ มูลค่า 1,300 ล้านบาท เพื่อเตรียมร่วมทุนกันพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย พูลวิลล่า อาคารพาณิชย์ คอนโด โรงแรม และเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มูลค่ารวมกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ไพโรจน์ วัฒนวโรดม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ และประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.เอส.พี. แอสเซ็ท กล่าวว่า ได้เข้ามาร่วมทำงานกับ เจ.เอส.พี.ฯ เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่ท้าทายจากการที่ เจ.เอส.พี.ฯ มีเป้าหมายที่จะรุกธุรกิจที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันได้มีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับกลางล่างเข้ามาร่วมงานแล้ว 30 ราย และกำลังจะเข้ามาเพิ่มอีก 40 ราย รวมเป็น 70 ราย
ทั้งนี้ แผนในเบื้องต้นหลังจากเข้ามาร่วมทำงานกับ เจ.เอส.พี.ฯ นั้น ได้เริ่มวางโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจ คือ เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทแม่จะเน้นการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ ส่วน เจ.เอส.พี. แอสเซ็ท จะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับกลางล่าง พร้อมกับรีแบรนด์ “เจ.เอส.พี.ฯ” ใหม่ให้มีความทันสมัย จับกลุ่มใหม่อายุ 30-45 ปี มีสินค้าครอบคลุม และมีแบรนด์ที่อยู่อาศัยที่ชัดเจน คือ แบรนด์ “เจ” พร้อมตั้งเป้าภาพรวมรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาทภายใน 3 ปี
สำหรับที่อยู่อาศัยที่พัฒนาในนาม เจ.เอส.พี. แอสเซ็ท ปีนี้จะมีด้วยกัน 3-4 โครงการใหม่ มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 ล้านบาท หรือมูลค่าเฉลี่ยกว่า 1,000 ล้านบาท/โครงการ แต่หากเป็นโครงการมิกซ์ยูสจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท/โครงการ โดยโครงการย่านบางบัวทอง 80 ไร่ ติดกับวัดเล่งเน่ยยี่ 2 จะเป็นโครงการมิกซ์ยูสในชื่อ “เจ อเวนิว” อาคารพาณิชย์ 5-7 ล้านบาท บ้านแฝดชื่อ “เจ วิลเลจ” 3-5 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ชื่อ “เจ ทาวน์” 2-3 ล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ดินย่านปิ่นเกล้า บริเวณถนนวงแหวน สุพรรณบุรี-บางใหญ่ พื้นที่ 90 ไร่ คาดว่าจะพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสเช่นกัน ที่ดินย่านพระราม 2 ติดกับเซ็นทรัล พระราม 2 ราว 2 ไร่ จะพัฒนาเป็นเจคอนโด ราคา 1.5-2 ล้านบาท และยังมีที่ดินย่านติวานนท์ 40 ไร่ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นทำเลติดถนนใหญ่ ในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งที่เป็นบิ๊กแบรนด์ในย่านเดียวกัน 5-10% เพราะจุดแข็งของกลุ่มเจ.เอส.พี.ฯ คือ มีความเชี่ยวชาญในการหาที่ดินทำเลดีต้นทุนต่ำ
ด้านรายได้ของ เจ.เอส.พี.ฯ ในปี 2559 ตั้งเป้าไว้ที่ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วที่มีรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยรายได้ปีนี้ส่วนหนึ่งเป็นการดึงยอดที่จะโอนปีหน้ามาเร่งโอนในปีนี้ เนื่องจากทีมงานใหม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการก่อสร้างที่อยู่อาศัยกึ่งสำเร็จรูปหรือพรีแคสต์ ส่วนปี 2560 วางเป้าที่จะมีรายได้ 5,000-6,000 ล้านบาท จากการเร่งเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้
ขณะเดียวกัน คาดว่าการรุกหนักครั้งนี้ จะมีผลให้ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางล่างที่มีมูลค่า 6-7 หมื่นล้านบาท จะเติบโตมากเป็นพิเศษ จากปกติเติบโตปีละ 10% จากการมีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้าตลาดทั้งกลุ่ม เจ.เอส.พี.ฯ และกลุ่มโกลเด้นแลนด์







