
ดอกเบี้ยลด เกณฑ์บัญชีใหม่ เขย่าฐานะธุรกิจประกัน
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
นับตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นมา อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี ร่วงลงถึง 130% จาก 3% เหลือเพียง 1.7% เนื่องจากเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามาพักในตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นของไทยจำนวนมาก กดให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว และเริ่มกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทประกันภัย
ทั้งนี้ บริษัทประกันชีวิต จะถูกกระทบหนักกว่าบริษัทประกันภัย เพราะเป็นธุรกิจที่ผูกพันระยะยาว โดยบริษัทประกันชีวิตจะนำเบี้ยประกันส่วนใหญ่ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี ถึง 50 ปี ขณะที่เบี้ยที่ได้จากกรมธรรม์ที่ขายออกไป เป็นประเภทสะสมทรัพย์ อายุเฉลี่ย 10 ปี รวมทั้งยังถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายให้ลูกค้าที่ 2%
นอกจากนี้ รายได้จากการลงทุนลดลง กำไรของธุรกิจก็ลดลง เงินกองทุนของบริษัทก็ลดลง กำไรที่ได้มาต้องนำไปตั้งสำรองเงินกองทุนเพิ่มขึ้น แทนที่จะนำไปขยายธุรกิจ ขณะที่ต้นทุนในการออกสินค้าใหม่ และต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับปรุงแบบประกันใหม่ๆ เพื่อความอยู่รอด ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยของลูกค้าแพงขึ้น
ในปี 2559 บริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิตยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 4 ของสภาวิชาชีพบัญชี คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IFRS) ได้ปรับปรุงและกำหนดให้ผู้รับประกันภัยต้องใช้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปัจจุบัน มาทำการวัดมูลค่าหนี้สินจากสัญญาประกันภัย หรือการทดสอบความเพียงพอของหนี้สิน โดยไม่ให้นำผลตอบแทนจากการลงทุนที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาใช้ในการวัด
ผลก็คือ ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตต้องนำอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ที่ 1.7% มาใช้อ้างอิง ส่งผลให้หนี้สินของธุรกิจประกันทั้งระบบพุ่งพรวดผิดปกติ อัตราความเพียงพอของเงินกองทุนลดลงอย่างหนัก เพราะมีการลงทุนสินทรัพย์ระยะสั้นมากเกินไป ไม่สอดคล้องกับหนี้สินที่มีระยะยาวกว่ามาก
ขณะเดียวกัน ในการทดสอบการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (Risk Based Capital : RBC) เกณฑ์บัญชีใหม่ยังต้องใช้มูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาดปัจจุบันมาคำนวณ แต่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเกือบทุกช่วงอายุ ลดลง ทำให้เงินกองทุนของแต่ละบริษัทลดต่ำลงมาก หลายบริษัทเมื่อทำการทดสอบแล้ว มีเงินกองทุนไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ คปภ.กำหนดไว้ขั้นต่ำ 140% เพราะเมื่อมูลค่าหนี้สินสูงขึ้นมากกว่าทรัพย์สิน เช่น หนี้สินสูงขึ้น 100% แต่ทรัพย์สินสูงขึ้นแค่ 80% เท่านั้น
และแม้ว่าจะไม่ได้ใช้พันธบัตรอายุ 10 ปีในการคำนวณ แต่ใช้พันธบัตรอายุต่างๆ คำนวณตามประเภทหนี้สิน เช่น ออกกรมธรรม์อายุ 5 ปี ก็นำดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 5 ปีมาคำนวณหาความเพียงพอของหนี้สิน ก็ยังกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน เพราะกรมธรรม์ส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยของประกันชีวิตจะอยู่ในช่วง 10 ปี
ผู้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย จึงขอเข้าพบ สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. เพื่อหาทางออกด้วยการเสนอว่า หนึ่ง ขอใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 12 ไตรมาส ในการอ้างอิงเพื่อคำนวณความเพียงพอของหนี้สินและเงินกองทุน แทนการใช้อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ เพราะมาตรฐานบัญชีเปิดกว้างให้ทำได้
ข้อเสนอต่อมาคือ ให้ คปภ.ลดอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ปัจจุบันกำหนดให้ต้องจ่ายให้ลูกค้า 2% นอกจากนี้ยังขอพัฒนาช่องทางการขายประกันชีวิตที่ควบกับการลงทุน หรือยูนิตลิงค์ ให้กว้างขวางกว่าปัจจุบัน เพื่อการขายเข้าถึงประชาชนมากขึ้น และพัฒนาบุคลากรที่สามารถขายยูนิตลิงค์ให้เพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีประมาณ 4,000 คนทั่วประเทศ เพราะกรมธรรม์ดังกล่าวมีจุดเด่น ที่ไม่ต้องค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำให้ลูกค้า ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับภาวะตลาด ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารของธุรกิจประกันชีวิต ปัจจุบันบริษัทประกันชีวิตที่ขายยูนิตลิงค์มีประมาณ 5 บริษัท และมีอีกหลายบริษัทที่อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบเพื่อรองรับการออกกรมธรรม์ดังกล่าว
โดยธุรกิจประกันภัยหวังว่าข้อเสนอดังกล่าว คปภ.จะมีการตัดสินใจและอนุมัติออกมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างไรก็ตาม สุทธิพล เลขาธิการ คปภ. ยืนยันว่า ยังไม่ต้องการเร่งตัดสินใจ เพราะมีผลกระทบต่อประชาชน และความน่าเชื่อถือด้านการจัดทำบัญชี รวมทั้งเกณฑ์ดังกล่าวอิงกับมาตรฐานระหว่างประเทศด้วย จึงขอตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาหาทางออกร่วมกัน โดยคณะกรรมการจะมาจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากสภาวิชาชีพบัญชี กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธุรกิจประกันภัย คปภ. เนื่องจากข้อเสนอของทางธุรกิจประกันภัย มีความเกี่ยวโยงกับเรื่องการลงทุน การจัดทำรายงานทางบัญชี การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
นอกจากนี้ คปภ.จะทำการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอัตราดอกเบี้ยต่ำ จากประเทศอื่นๆ ด้วยว่ามีแนวทางแก้ไขอย่างไร
ต้องติดตามดูว่า คปภ.จะมีแนวทางแก้ไขไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบอย่างไร และธุรกิจก็ยังคงมีความแข็งแกร่ง น่าเชื่อถือต่อไป







