
ไทยพาณิชย์ลุยหาพันธมิตร
ไทยพาณิชย์ แพลมมีแผนหาพันธมิตร ทั้งต่อยอดธุรกิจของแบงก์ และดูแลบริษัทลูก เป้าหมายถึงลูกค้าไว้ในมือ
ไทยพาณิชย์ แพลมมีแผนหาพันธมิตร ทั้งต่อยอดธุรกิจของแบงก์ และดูแลบริษัทลูก เป้าหมายถึงลูกค้าไว้ในมือ
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารกำลังมองหายุทธวิธีในการบริหารที่เหมาะสมสำหรับบริษัทลูกแต่ละแห่ง ซึ่งการเสาะหาพันธมิตรก็เป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น โดยธนาคารยังไม่ปิดกั้นวิธีการซื้อกิจการ หรือเลือกบริหารเองก็ได้ ขึ้นอยู่กับแนวทางใดที่จะช่วยยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าที่ดีที่สุด
ทั้งนี้ บริษัทลูกของธนาคารไทยพาณิชย์มี 4 บริษัท คือ บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บล.ไทยพาณิชย์ บลจ.ไทยพาณิชย์ และบริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ ที่เพิ่งตั้งขึ้นเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค)
นอกจากนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างการหาพันธมิตรในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (เวลธ์ แมเนจเม้นท์) เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้าเวลธ์ หากลูกค้าต้องการนำเงินลงทุนไปยังต่างประเทศ ธนาคารก็ต้องการมีส่วนร่วมบริการลูกค้าต่อเนื่อง ไม่ใช่ให้ลูกค้าถอนเงินออกไปเฉยๆ ฉะนั้นการเลือกพันธมิตรจะดูรายที่มีระบบหรือแพลตฟอร์มการลงทุนระดับโลก (เวิลด์คลาส) เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ ให้มีผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการต่างกัน
“ในอนาคตการทำธุรกิจ การคิดว่าเราต้องทำด้วยตัวเอง สร้างด้วยตัวเอง ไม่ใช่วิธีเดียวแล้ว เพราะบางทีสร้างเองต้องใช้เวลาอย่างมาก ตอนนี้มีวิธีการหลากหลาย ทั้งซื้อเขามา หรือมีพาร์ตเนอร์ แล้วแต่ว่าเราจะทำอะไรที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ซึ่งบริษัทลูกที่เรามี ธุรกิจที่เข้าไปแตะนั้น ยืนยันว่า ยังทำต่อ เราไม่มีนโยบายที่จะเดินออกจากธุรกิจเหล่านี้” นายอาทิตย์ กล่าว
อย่างไรก็ดี นายอาทิตย์ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต หลังจากมีข่าวลือว่าจะมีการขายกิจการหรือขายหุ้นของบริษัทลูกดังกล่าว
นายอาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับบริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ ที่ธนาคารถือหุ้น 100% นั้น ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค 1.5% ของกำไรสุทธิ หรือราว 500-550 ล้านบาท รวมทั้งมีการจัดตั้งเงินทุนตั้งต้นสำหรับการร่วมทุน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยฟินเทคที่สนใจมาก คือ บล็อกเชน เทคโนโลยียืนยันตัวตนโดยไม่ต้องใช้บุคคลที่ 3 ซึ่งหากสำเร็จจะทำให้การชำระเงินโอนเงินข้ามประเทศง่ายขึ้น เร็วขึ้น และถูกลง
สำหรับกลยุทธ์ด้านการลงทุนนั้น บริษัทจะเข้าไปร่วมทุนในกองทุนต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านฟินเทค (ฟันด์ ออฟ ฟันด์) เพื่อให้มีโอกาสที่จะรับรู้ถึงเทรนด์ใหม่ๆ โดยขณะนี้ใกล้จะมีการเซ็นสัญญาเพื่อร่วมทุนกับกองทุน 1-2 บริษัท เบื้องต้นบริษัทกำหนดวงเงินร่วมทุนในฟันด์ ออฟ ฟันด์ไว้ 5-10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 175-350 ล้านบาท) ต่อกองทุน







