
ปิด4กองอีทีเอฟ
บลจ.เมย์แบงก์ ยอมถอยปิด 4 กองทุนอีทีเอฟ เหตุนักลงทุนไทยไม่สนใจ ลุยขอมติผู้ถือหน่วย-คืนเงิน
บลจ.เมย์แบงก์ ยอมถอยปิด 4 กองทุนอีทีเอฟ เหตุนักลงทุนไทยไม่สนใจ ลุยขอมติผู้ถือหน่วย-คืนเงิน
นายตรีพล ภูมิวสนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมย์แบงก์ เปิดเผยว่า บริษัทตัดสินใจปิดกองทุนอีทีเอฟลงทุนในต่างประเทศที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 4 กองทุน เนื่องจากมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี) เหลือประมาณ 30-50 ล้านบาท ได้แก่ กองทุนเปิดเมย์แบงก์อีเมอร์จิ้ง อีทีเอฟ (MEM) กองทุนเปิดเมย์แบงก์ ยูโร อีทีเอฟ (MEU) กองทุนเปิดเมย์แบงก์ เจแปน อีทีเอฟ (MJP) และกองทุนเปิดเมย์แบงก์ ยูเอส อีทีเอฟ (MUS)
“อีทีเอฟเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการลงทุน เพราะสามารถซื้อขายได้ทันที และค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนรวม แต่ไม่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนไทย อาจเป็นเพราะคุ้นเคยกับการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้แนะนำให้มากกว่า” นายตรีพล กล่าว
นอกจากนี้ ยอมรับว่าเอ็นเอวีของอีทีเอฟทั้ง 4 กองทุน อยู่ในระดับต่ำมาระยะหนึ่ง ขณะที่การจัดการต้องใช้ทรัพยากรค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบุคคล ทำให้ไม่คุ้มค่าการลงทุนของ บลจ.
“เราพยายามสู้มา 2 ปี ทั้งเดินสายพบนักลงทุน จัดสัมมนา แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมจากนักลงทุน จึงมั่นใจว่าตลาดไทยยังไม่เหมาะกับเครื่องมือการลงทุนที่ทันสมัย คงต้องใช้เวลาพัฒนาตลาดและความรู้ความเข้าใจของนักลงทุนอีกระยะ ซึ่งในอนาคตหากตลาดพัฒนามากขึ้น อาจจะกลับมาออกอีกครั้ง” นายตรีพล กล่าว
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่าแต่ละกองมีผู้ถือหน่วยเท่าใด ต้องรอให้ปิดสมุดทะเบียนก่อน และหากกองใดมีผู้ถือหน่วยน้อยกว่า 35 ราย สามารถปิดกองทุนได้ตามเกณฑ์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่หากผู้ถือหน่วยมากกว่า 35 ราย ต้องขอมติ
นายตรีพล กล่าวว่า บลจ.เมย์แบงก์ กำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนเพื่อขออนุมัติผู้ถือหน่วยเลิกกองทุนในวันที่ 4 พ.ค. 2559 และแจ้งผลในวันที่ 9 พ.ค. 2559 หากมีผู้ถือหน่วยต่ำกว่า 35 ราย ได้กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อยกเลิกกองทุนวันที่ 13 พ.ค. 2559 และขอให้ตลาดหลักทรัพย์สั่งห้ามซื้อหรือขายหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 10-13 พ.ค. 2559 โดยเพิกถอนหลักทรัพย์จากตลาดในวันที่ 23 พ.ค. 2559 และยกเลิกกองทุน คืนเงินผู้ถือหน่วยในวันที่ 23 พ.ค. 2559
อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือหน่วยมากกว่า 35 ราย จะขอมติเลิกกองทุนวันที่ 13-27 พ.ค. 2559 และขอให้ตลาดหลักทรัพย์สั่งห้ามซื้อขายหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 7-10 มิ.ย. 2559 เพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากตลาดวันที่ 13 มิ.ย. 2559 และคืนเงินผู้ถือหน่วยภายในวันที่ 13 ก.ย. 2559







