posttoday
'รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส' เพิ่มสปีดเอสซีจีรับแข่งขันอาเซียน

'รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส' เพิ่มสปีดเอสซีจีรับแข่งขันอาเซียน

04 พฤษภาคม 2559

ช่วงเวลา 4 เดือนแรกของปี 2559 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี บริษัทชั้นนำของไทยที่ได้ “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่อย่างเต็มตัว ต่อจาก“กานต์ ตระกูลฮุน” ที่เพิ่งเกษียณจากตำแหน่ง แม้ตัวเขาจะทำหน้าที่เบอร์ 1 ของเอสซีจี กับการเปิดเผยผลดำเนินการสิ้นปี 2558 และไตรมาสแรกปี 2559 ไปแล้ว แต่นี่คือครั้งแรกที่ รุ่งโรจน์ มีโอกาสพูดถึงวิสัยทัศน์การบริหารงานอย่างเป็นทางการ

ช่วงเวลา 4 เดือนแรกของปี 2559 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี บริษัทชั้นนำของไทยที่ได้ “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่อย่างเต็มตัว ต่อจาก“กานต์ ตระกูลฮุน” ที่เพิ่งเกษียณจากตำแหน่ง แม้ตัวเขาจะทำหน้าที่เบอร์ 1 ของเอสซีจี กับการเปิดเผยผลดำเนินการสิ้นปี 2558 และไตรมาสแรกปี 2559 ไปแล้ว แต่นี่คือครั้งแรกที่ รุ่งโรจน์ มีโอกาสพูดถึงวิสัยทัศน์การบริหารงานอย่างเป็นทางการ

รุ่งโรจน์ ฉายภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันนี้ ถือว่าไดนามิกมากขึ้น มีการแข่งขันรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่องทางการจำหน่ายใหม่ของรูปแบบค้าปลีก ซึ่งผู้บริหารจะต้องเข้าใจตลาดและเปลี่ยนแปลงให้รวดเร็ว โดยกลยุทธ์หลักของเอสซีจี คือต้องเดินหน้าบุกตลาดอาเซียน เนื่องจากประชากรในภูมิภาคมีมากกว่า 600 ล้านคน ในหลายประเทศมีเศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ก็มาพร้อมกับการมีคู่แข่งที่มีสเกลทางธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาแข่งขันมากขึ้น

นอกจากแผนการลงทุนที่โฟกัสในตลาดอาเซียนเป็นหลัก โดยเงินลงทุน 5 หมื่นล้านบาท/ปี ส่วนใหญ่จะใช้ในการขยายธุรกิจในอาเซียน อีกด้านหนึ่งเอสซีจีต้องรับมือกับการแข่งขันที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น องค์กรต้องปรับสปีดและเพิ่มความคล่องตัวเพื่อรองรับการแข่งขัน และตอบสนองต่อตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่องค์กรขนาดใหญ่จะต้องปรับตัว

ขณะเดียวกันจะต้องยกระดับธุรกิจในมือให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก อย่างเช่น อุตสาหกรรม เซรามิก โดยมุ่งไปที่การวิจัยและพัฒนาเพื่อนำมาต่อยอดสินค้าสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services-HVA)

“ปีที่ผ่านมาเอสซีจีมุ่งพัฒนาสินค้านวัตกรรม โดยใช้งบวิจัยและพัฒนาสินค้า HVA จำนวน 0.8% ของยอดขาย หรือกว่า 3,000 ล้านบาท ส่วนปีนี้ตั้งเป้าว่าจะใช้งบประมาณ 1% ของยอดขาย หรือกว่า 4,000 ล้านบาท โดยจะปรับให้เอาการตลาดและการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางมาใช้นำทางด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้ามากขึ้น เพราะหากสินค้าได้รับการตอบรับที่ดี สินค้าก็จะได้รับความนิยมตามไปด้วย” รุ่งโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้ การพัฒนาทางด้านนวัตกรรมนั้นได้เริ่มดำเนินการเมื่อ 10 ปีก่อน อาทิ Dissolving Pulp ของเอสซีจี แพ็กเกจจิ้ง สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ  นวัตกรรมเม็ดพลาสติกสำหรับท่อทนแรงดันสูงเกรด PE 100 ของเอสซีจี เคมิคอลส์ นวัตกรรมเพื่อที่อยู่อาศัย อาทิ ผลิตภัณฑ์เพื่อผู้สูงวัย ผนังสำเร็จรูปที่สร้างลวดลายบนพื้นผิวได้ ช่วยทดแทนแรงงานก่อสร้างที่ขาดแคลน เป็นต้น

ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีนั้น แม้ราคามีแนวโน้มถูกลง แต่ในแง่ของจำนวนวอลุ่มนั้นเติบโตขึ้น จะเห็นได้ว่ากลุ่มปิโตรเคมีของบริษัทเติบโตขึ้น 3-5% ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของการขยายลงทุนในอาเซียน แต่ก็มองว่ายังมีศักยภาพ จากการที่ทุกประเทศในอาเซียนให้ความสนใจขยายโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาโครงการอื่นๆ ตามมาด้วย

นอกจากนี้ จะให้ความสำคัญกับธุรกิจโลจิสติกส์มากขึ้น เนื่องจากจะต้องขนส่งสินค้าทั้งระบบรถ ราง และเรือ จะขยายตัวตามการเติบโตของประเทศที่มีแผ่นดินเชื่อมต่อกับประเทศไทย ขณะเดียวกันเอสซีจีก็ยังมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว อย่างเช่นจีนตอนใต้ รวมไปถึงมณฑลยูนนานที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคน เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อและน่าสนใจ สำหรับการลงทุนของเอสซีจี ทั้งในแง่การขายสินค้า และการเข้าลงทุนซื้อกิจการ

รุ่งโรจน์ วางเป้าหมายการเติบโตของเอสซีจีอย่างน้อยๆ จะต้องเติบโตเท่ากับการเติบโตของเศรษฐกิจในอาเซียนที่ขยายตัวประมาณ 5% หรือจะให้ดีก็ต้องเติบโตมากกว่านั้น

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี