posttoday
ค้าปลีกกัดฟันลงทุน 4.3 หมื่นล.สวนศก.ซึม

ค้าปลีกกัดฟันลงทุน 4.3 หมื่นล.สวนศก.ซึม

04 พฤษภาคม 2559

จากปัจจัยลบเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังคงชะลอตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559

โดย...จะเรียม สำรวจ

จากปัจจัยลบเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังคงชะลอตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ยังคงอยู่ในภาวะซบเซาไปด้วย เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เหลือเพียง 2.6% ปรับลดลงจากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าทั้งปีจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 3%

แม้ว่าตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยจะมีอัตราการเติบโตไม่ถึงตัวเลข 2 หลัก แต่หากดูที่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างให้กับประเทศไทยแล้วยังคงมีมูลค่ามหาศาล โดยปัจจุบันภาพรวมอัตราการบริโภคในธุรกิจค้าปลีกมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท ในมูลค่าดังกล่าวเป็นรายได้ที่มาจากสมาชิกของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยประมาณ 9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วน 1 ใน 3

มูลค่าทางเศรษฐกิจที่มหาศาลดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายตัวของภาคธุรกิจค้าปลีกที่ยังคงเดินหน้าลงทุนขยายกิจการกันอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพตลาดจะไม่เอื้ออำนวยและในปีนี้ก็เช่นกัน ในเบื้องต้นคาดว่าผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกจะใช้งบลงทุนรวมเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากรวมงบลงทุนในระยะเวลา 3 ปีนับจากปี 2558-2560 จะมีเม็ดเงินลงทุนรวมกันสูงถึง 1.302 แสนล้านบาท นับเป็นงบลงทุนที่สูงกว่าการก่อสร้าง
บีทีเอสที่ใช้งบประมาณ 1.233 แสนล้านบาท  และการประมูลคลื่น 4จี 900 MHz ที่ใช้งบลงทุนประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท

จริยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่ธุรกิจค้าปลีกไทยประสบปัญหาการเติบโตชะลอตัว เนื่องจากทิศทางการผลักดันเศรษฐกิจของภาครัฐเน้นมุ่งไปยังการปรับโครงสร้างและการส่งออก จึงทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในภาวะถดถอยในขณะนี้ คือ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลางลงล่างอยู่ในภาวะชะลอตัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากรายได้หลักของผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าวยังคงพึ่งพาจากผลผลิตภาคเกษตร ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อจากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐผ่านกองทุนหมู่บ้านต่างๆ ก็ยังไม่เห็นผล

ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลให้กลุ่มสินค้าในหมวดสินค้าไม่คงทน เช่น เครื่องดื่มและอาหาร แทบจะไม่มีการเติบโตเลย ส่วนหมวดสินค้ากึ่งคงทน เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องหนัง รองเท้า และนาฬิกา ก็มีอัตราการเติบโตถดถอยลง ทั้งที่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมากลุ่มสินค้าในหมวดนี้เคยมีอัตราการเติบโตสูงเฉลี่ยที่ 8-12% ซึ่งปัจจัยที่ทำให้สินค้าในกลุ่มดังกล่าวมีอัตราการเติบโตลดลง ปัจจัยหลักเกิดจากกลุ่มคนไทยที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับบนเดินทางออกไปช็อปปิ้งและท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้น

ในปี 2558 ที่ผ่านมาพบว่าคนไทยในระดับรายได้สูงถึงปานกลางออกเดินทางไปช็อปปิ้งที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 9% และมีการใช้จ่ายในต่างประเทศสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนมที่มีจำหน่ายในประเทศไทยสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท

จริยา กล่าวต่อว่า จากข้อมูลมูลค่านำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย 9 หมวดจาก 17 หมวด ตามนิยามของกรมศุลกากร ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2015 มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อพิจารณาในมิติของภาษีนำเข้าพบว่า มูลค่าสินค้านำเข้าที่เสียภาษีนำเข้าตามพิกัดศุลกากร (Duty Paid) มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 4.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าสินค้านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (Duty Free) มีมูลค่าอยู่ที่ 7.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าสินค้านำเข้าที่เสียภาษีนำเข้าตามพิกัดศุลกากรถึง 78%

จากความเสียเปรียบทางการค้าดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าความได้เปรียบจากกฏหมายด้วยการยกเว้นภาษีนำเข้าได้ทำลายโครงสร้างการค้าปลีกในเมืองอย่างรุนแรง เนื่องจากมูลค่าสินค้าที่จำหน่ายแบบได้รับการยกเว้นภาษีตาม พ.ร.บ.ศุลกากรไม่กี่แห่งมีมูลค่าสูงกว่าร้านค้าในเมืองหลายพันร้านค้าถึงเกือบเท่าตัว

นอกจากนี้  หากมองจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย แม้ว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นที่ 12% จนทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 29.5 ล้านคน ในปี 2558 แต่มูลค่าการบริโภคสินค้าจากร้านค้าในประเทศกลับไม่ได้รับผลประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่มุ่งเน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวช็อปปิ้ง ประกอบกับสินค้าแบรนด์เนมที่จำหน่ายในประเทศไทยมีราคาสูงกว่าต่างประเทศประมาณ 20-30% จึงทำให้นักท่องเที่ยวนิยมที่จะซื้อสินค้าในร้านค้าปลอดอากรเป็นหลัก เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า

อีกกรณีที่มีผลกระทบต่อภาพรวมค้าปลีก คือ ตลาดของหิ้วหรือเกรย์มาร์เก็ต เนื่องจากปัจจุบันตลาดกลุ่มนี้ใหญ่มาก จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีผู้ประกอบการที่ขายสินค้าออนไลน์และช่องทางโซเชียลมีเดียมากถึง  1 ล้านราย แต่มีเพียง 2% เท่านั้นที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ซึ่งจากความรวดเร็วและสะดวกสบายของการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ จึงทำให้ตลาดของหิ้วเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เข้ามาชิงลูกค้าจากผู้ประกอบการค้าปลีก

จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมีแผนที่จะกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมค้าปลีกด้วยการเสนอ 5 มาตรการต่อภาครัฐ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคภายในประเทศและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยในส่วนของมาตรการ 5 ข้อที่ได้นำเสนอไปแล้ว ประกอบด้วย ข้อ 1.การขอให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนนโยบายด้านการท่องเที่ยวหรือช็อปปิ้งทัวริซึ่มอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดเสรีร้านค้าปลอดภาษี โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนร้านค้าปลอดภาษีในเมืองให้มากขึ้น

ข้อ 2.ให้ภาครัฐพิจารณามาตรการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น โดยภาครัฐสามารถดำเนินการได้ 2 กรณี คือ 1.คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยวต่าวชาติ ณ สถานที่ขายทันที และ 2.ใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 สำหรับชาวต่างชาติ 

สำหรับมาตรการข้อที่ 3.ผลักดันนโยบายดิวตี้ฟรี ซิตี้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นช็อปปิ้งเดสติเนชั่น ของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง 4.ให้ภาครัฐหามาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านมาตรการช็อปช่วยชาติ ด้วยการไม่กำหนดเพดานการซื้อสินค้าที่ 1.5 หมื่นบาท และ 5.หนุนโครงการไทยแลนด์แบรนด์เซลส์ ร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อสนับสนุนสินค้าแฟชั่นแบรนด์ไทยและสินค้าโอท็อป ซึ่งหากรัฐให้การสนับสนุนมาตรการนี้ธุรกิจค้าปลีกและเศรษฐกิจไทยจะกลับมาคึกคักอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท