
3D กระตุ้นธุรกิจ เพิ่มมูลค่า
เทคโนโลยี 3 มิติ (3 Dimension) มีการพัฒนามาต่อเนื่อง เพื่อสร้างอรรถรสในการชมทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว โดยธุรกิจที่จริงจังในการพัฒนาเทคโนโลยี 3ดี ส่วนใหญ่มาจากภาพยนตร์จากฝั่งฮอลลีวูด เกมคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ กล้องถ่ายภาพนิ่ง นิตยสาร รวมทั้งหนังสือพิมพ์ ที่ผ่านมาเทคโนโลยี 3ดี เข้าไปกระตุ้นบางธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่องอวตาร ของเจมส์ คาเมรอน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังเช่นไททานิค ซึ่งอวตาร 3 มิติ สามารถดึงคนที่ไม่เข้าโรงหนังมาเป็นสิบปีให้ต้องเข้าไปดูหนัง 3 มิติเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ จากโดนซูมหนังไปขายเป็นซีดีเถื่อน กลับมาสั่นสะเทือนวงการภาพยนตร์อีกครั้งด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ ที่เชื่อว่าเป็นทางรอดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ที่นับวันถูกทำลายด้วยการละเมิดลิขสิทธิ์
วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวว่า เทคโนโลยี 3 มิติ จะทำให้คนต้องออกมาดูภาพยนตร์ในโรงมากขึ้น เพราะความเหนือกว่าภาพยนตร์แบบดั้งเดิม ที่ใช้ฟิล์ม 35 มม. ทั้งระบบภาพและเสียง ที่สำคัญเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำลายวงการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะไม่ว่าจะพยายามก๊อบปี้อย่างไร ก็ไม่ได้อรรถรสเช่นเดียวกับการรับชมในโลกภาพยนตร์
“
เทคโนโลยี 3 มิติในโลกภาพยนตร์มีมานานแล้ว แต่จุดพลิกผันจริงๆ มาจากภาพยนตร์เรื่อง อวตาร ที่ทำให้ผู้ชมได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ทำให้ผู้สร้างมีรายได้มากขึ้นและมีเงินใช้ลงทุนยิ่งขึ้น”ของวงการภาพยนตร์ อีกทั้งยังช่วยป้องกันปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ระดับหนึ่ง ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์มีรายได้มากขึ้นและมีเงินลงทุนมากยิ่งขึ้น” นายวิชา กล่าวในประเทศไทย ภาพยนตร์เรื่องอวตาร ทำรายได้รวม 306 ล้านบาท ทำรายได้จากการเข้าฉายในระบบไอแมกซ์ 3 มิติ 31 ล้านบาท สูงกว่ารายได้ของภาพยนตร์ไอแมกซ์ที่เฉลี่ยเรื่องละ 5 ล้านบาท และสูงกว่ารายได้เฉลี่ยของภาพยนตร์ที่เข้าฉายในไทยหลายเท่าตัว ทั้งนี้ สำหรับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด จะก้าวสู่ระบบดิจิตอล 3 มิติ อย่างสมบูรณ์ภายใน 35 ปี ขณะที่ประเทศไทยอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดย โดยปีนี้จะมีภาพยนตร์ 3 มิติเข้าฉายกว่า 20 เรื่อง เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และคาดว่าปีหน้าจะเพิ่มอีกเป็นเท่าตัววิชา ระบุว่า ปีนี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จะมีรายได้จากภาพยนตร์ 3 มิติ สัดส่วน 4050% จากปีก่อนสัดส่วนแค่ 2530% ของรายได้รวม 4,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่เป็นสัดส่วนรายได้ 2530% จากรายได้รวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มูลค่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งภายในปีนี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จะเปิดโรงภาพยนตร์ระบบดิจิตอล 3 มิติ อีก 30 โรง และจะเปิดโรงภาพยนตร์ดิจิตอล 3 มิติ ในเทคโนโลยีของไอแมกซ์ ซึ่งเหนือกว่าดิจิตอล 3 มิติแบบปกติ อีก 5 แห่ง โดยใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท
ขณะที่สิ่งบันเทิงในบ้านที่ใกล้ตัวผู้บริโภคเครื่องใช้ไฟฟ้าหมวดภาพและเสียง (เอวี) กลุ่มโทรทัศน์ 3 มิติ ก็ยังเกาะกระแสนวัตกรรมสุดล้ำ อย่างเทคโนโลยีในระบบ 3 มิติด้วยเช่นกัน จากการเปิดตัวสินค้าเทคโนโลยีใหม่00ดังกล่าวของเจ้าของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าค่ายต่างๆในช่วงที่ผ่านมา
อลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า กระแสโทรทัศน์แอลซีดี แอลอีดี เทคโนโลยีในระบบ 3 มิติ เริ่มจากงานแสดงนิทรรศการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ที่จัดขึ้นเมื่อต้นปี 2553 โดยทั้งค่ายเกาหลีและญี่ปุ่นต่างพร้อมใจเปิดตัวสินค้าใหม่ดังกล่าว อย่างเป็นทางการโดยพร้อมเพรียงกัน และถือเป็นคลื่นลูกใหม่แห่งเทคโนโลยีจอภาพโทรทัศน์ สำหรับผู้บริโภคแห่งยุค
สำหรับการเข้ามาของเทคโนโลยีนี้ เป็นผลพวงจากนวัตกรรมของทีวี ที่ต้องมีการพัฒนาสินค้ามใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และไปในทิศทางเดียวกันกับอุตสาหกรรมภาพยนต์ในฮอลลีวูด ที่ปัจจุจันเริ่มใช้เทรนด์การผลิตหรือถ่ายทำภาพยนตร์พร้อมออกในระบบ3มิติมากขึ้น โดยเฉพาะภาพยนตร์ อวตาร(Avarta) ที่สร้างกระแสภาพยนตร์ระบบ 3 มิติได้เด่นชัดมากที่สุด และเข้าถึงการรับรู้ของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็การรับชมโทรทัศน์ หรือ ชุดโฮมเธียเตอร์สำหรับโทรทัศน์จอภาพ แอลซีดี, แอลอีดี ระบบ3มิติ ยังต้องมีองค์กรประกอบสำคัญ อย่างซอฟต์แวร์ ร่วมด้วย ซึ่งปัจจุบันจุดนี้ยังไม่ได้รับการพัฒนาเป็นวงกว้าง และอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคระดับบน(ไฮเอนด์)เท่านั้น เนื่องจากราคาสินค้าโทรทัศน์ระบบ3มิติ ยังมีราคาสูงกว่าเฉลี่ย 30% เมื่อเทียบกับโทรทัศน์2มิติ หรือ กลุ่มจอแบน(แฟลต พาเนล ทีวี) ทั่วไป
ขณะที่บริษัททำตลาดสินค้าโทรทัศน์3 มิติใน 2 รุ่น(ซีรียส์) คือ แอลจี แอลเอ็กซ์ 6500 มี 2 ขนาดคือ จอ47นิ้ว ราคา 99,990 บาท และ ขนาด42นิ้ว ราคา 89,999 บาท และซีรีย์ระดับไฮเอนด์ แอลเอ็กซ์ 9500 มี2 ขนาด คือ 47นิ้ว ราคา 119,900 บาท และขนาด 55 นิ้ว ราคา 149,990 บาท ซึ่งเป็นระบบฟูลเอชดี หรือ มีความละเอียดภาพสูง โดยชุดสินค้าจะมาพร้อมกับ เครื่องรับโทรทัศน์ และแว่นตา32มิติมาด้วยพร้อมกัน ซึ่งความต้องการเบื้องต้นในตลาดประเทศไทย ยังคงถูกจำกัดอยู่ในตลาดกลุ่มกำลังซื้อสูงเท่านั้น
สำหรับตลาดในไทย เบื้องต้นยังอยู่ในกลุ่มกำลังซื้อสูง ส่วนอนาคต หากผู้บริโภคต้องการรับชมรายการผ่านระบบ 3 มิติ และสถานีโทรทัศน์ออกอากาศระบบดังกล่าวโอกาสเติบโตก็มี ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์ต่างๆเป็นผู้ดำเนินการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อแพร่สัญญาณผ่านรายการปกติออกมาให้ผู้รับชมทางบ้าน
สำหรับปีนี้บริษัทวางเป้ายอดขายสินค้าโทรทัศน์เทคโนโลยีแอลซีดี ,แอลดีอี ระบบ3มิติ จำนวน 1,000 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% ของยอดขายรวมสินค้ากลุ่มโทรทัศน์ของแอลจีปีนี้จำนวน 3แสนยูนิต ขณะที่มูลค้าตลาดรวมโทรทัศน์ระบบ3มิติจะยังไม่มากนัก แต่เมื่อซอฟต์แวร์มีความพร้อมจะได้เห็นโอกาสการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต
นายศักดิ์ศิริ คชพัชรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิเมจิแม็กซ์ บอกว่า เทคโนโลยีที่ใช้ผลิตงาน 3 มิติ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การนำผลงานเดิมมาปรับปรุงให้เป็น 3 มิติ ซึ่ง 23 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งเอาท์ซอร์สงานจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ เพราะต้นทุนต่ำกว่าแต่คุณภาพงานดีไม่แตกต่างกับงานที่ทำในต่างประเทศ หลายๆ คนอาจจะเห็นโฆษณา งานพรีเซ็นองค์กรต่างๆ แต่คนในประเทศไทยเองอาจจะไม่รู้ เพราะไม่มีช่องทางให้เผยแพร่ในประเทศไทย*******อีกเทคโนโลยีหนึ่งคือ การใช้กล้องถ่ายทำงาน 3 มิติตั้งแต่เริ่ม ซึ่งอิเมจิแมกซ์เองเริ่มทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ไป 23 โครงการแล้วร่วมกับพานาโซนิค ถือว่ายังเป็นเรื่องที่ใหม่มากในบ้านเรา เพราะสุดท้ายก็ยังมีปัญหาเรื่องสื่อที่จะใช้เผยแพร่ เพราะแม้จะผลิตงานได้ แต่รูปแบบในการนำเสนอยังมีข้อจำกัด ต่างจากในอเมริกาและยุโรป ที่สำนักข่าวต่างๆ เริ่มใช้กล้อง 3 มิติในการถ่ายทำข่าว หรือภาพยนตร์ที่บันทึกบนแผ่นบลูเรย์ ก็สามารถทำเป็น 3 มิติได้ แต่ประเทศไทยยังไปไม่ถึงแนวโน้มคอนเทนต์ที่เป็น 3 มิติ มาแน่นอน ต้องรอโทรทัศน์ 3 มิติออกสู่ตลาดและราคาลดลง ขณะนี้เห็นอยู่ 12 แบรนด์เท่านั้นที่วางจำหน่ายแล้ว ด้านเทคโนโลยีการผลิตถือว่าพร้อมอยู่แล้ว และบุคลากรไทยก็สามารถทำได้อย่างมีคุณภาพ รอเพียงความคุ้มค่าเท่านั้น
ลักษณ์ เตชะวันชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย กล่าวว่า เดิมการผลิตคอนเทนต์ไม่ใช่เรื่องง่าย การจะสร้างภาพยนตร์ 3 มิติต้องใช้สตูดิโอขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันสามารถเปลี่ยนผลงาน 2 มิติเดิมให้เป็น 3 มิติได้แล้ว และในไทยเองก็มีสตูดิโอที่ทำงานแบบนี้ได้แล้ว มีความรู้ในการทำได้แล้ว ถ้าสามารถผลิตงานได้ มีบริษัทจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น พร้อมซื้อไปออกอากาศ เพราะมีช่องสถานี 3 มิติแล้ว ซึ่งแอนิเมชันทำได้ง่ายกว่า สามารถใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกทำได้ทันที เป็นแนวโน้มและโอกาสของบริษัทนักพัฒนาไทย







