posttoday
การผลิตทั่วเอเชียยังซบหนัก ดีมานด์จีน-โลกอ่อนแอ

การผลิตทั่วเอเชียยังซบหนัก ดีมานด์จีน-โลกอ่อนแอ

03 พฤษภาคม 2559

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

การเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) เดือน เม.ย.ของจีนเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ซึ่งขยายตัวเพียงเล็กน้อยที่ 50.1 จากระดับ 50.2 ในเดือน มี.ค. อาจเป็นการโหมโรงก่อนที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียจะทยอยเปิดเผยข้อมูลภาคการผลิตอ่อนแรงพอกัน

โจวเหา นักวิเคราะห์จากธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับตัวเลขภาคการผลิตของจีนที่กระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อยว่า “ยังคงน่าผิดหวังเล็กน้อย” เนื่องจากความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้นแค่เพียงช่วงสั้นๆ ในเดือน มี.ค.

รอยเตอร์สรายงานในวันที่ 2 พ.ค.ว่า กิจกรรมภาคการผลิตของญี่ปุ่น ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกแห่งในเอเชีย หดตัวลงอย่างหนักในรอบกว่า 3 ปี อยู่ที่ระดับ 48.2 ในเดือน เม.ย. จาก 49.1 เมื่อเดือน มี.ค. เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในจังหวัดคุมาโมโตเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนเสียหาย เกิดเหตุแผ่นดินถล่ม ซึ่งทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องยุติการผลิตในพื้นที่ดังกล่าว

กิจกรรมภาคการผลิตของอินเดียร่วงลงเช่นกัน แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 50.5 ในเดือน เม.ย. หลังพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือนที่ 52.4 ในเดือน มี.ค. เนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกอ่อนแอ โดยยอดคำสั่งซื้อใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศหดตัวลง ส่งผลให้บริษัทในอินเดียหลายแห่งลดปริมาณการผลิต

ทั้งนี้ อุปสงค์ที่อ่อนแอบีบให้หลายบริษัทต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งขึ้น รวมถึงต้องชะลอการปรับขึ้นราคาขายสินค้าไว้ สอดคล้องกับที่นิกเกอิเปิดเผยว่า ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่สภาพการแข่งขันที่เข้มข้นส่งผลให้บรรดาบริษัทผู้ผลิตไม่กล้าผลักภาระต้นทุนที่ปรับตัวขึ้นสู่ผู้บริโภค

ด้านเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กิจกรรมภาคการผลิตเดือน เม.ย. ขยับขึ้นแตะ 50.0 จาก 49.5 ในเดือน มี.ค. ซึ่งแม้ว่าพีเอ็มไอของประเทศจะปรับตัวขึ้น แต่ยอดส่งออกไปยังตลาดจีนร่วงลงอย่างหนักถึง 18.4% เทียบรายปี ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน  

แม้ว่าพีเอ็มไอที่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคการผลิตยังคงขยายตัวอยู่ แต่ตัวเลขที่ปรับตัวลดลงของทั้งจีน อินเดีย และเกาหลีใต้ถือเป็นสัญญาณที่น่าวิตกสำหรับเอเชีย

ขณะเดียวกัน กิจกรรมภาคการผลิตของยุโรปปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยเช่นกันสู่ระดับ 51.7 ในเดือน เม.ย. จาก 51.6 ของเดือน มี.ค. เนื่องจากตัวเลขภาคการผลิตที่แข็งแกร่งของเยอรมนี อิตาลี และสเปน ขณะที่ภาคการผลิตของฝรั่งเศสยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ โดยปรับตัวลงจาก 49.6 ในเดือนก่อนหน้านี้ แตะที่ 48 ในเดือน เม.ย.

มาตรการกระตุ้นไม่ได้ผล

อลัน ออสเตอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเนชั่นแนล ออสเตรเลียแบงก์ กล่าวว่า ฉากหลังภาคการผลิตที่อ่อนแรงคือเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย ความยากลำบากในการสร้างรายได้เพิ่มเนื่องจากการยอมเสียส่วนต่างกำไรเพื่อเพิ่มปริมาณยอดขาย และอัตราการขึ้นค่าแรงที่ชะลอตัวจากการจำกัดการใช้จ่าย ขณะที่ธนาคารกลางของหลายประเทศใช้เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ไปจนหมดแล้ว

ออสเตอร์เสริมว่า สถานการณ์ดังกล่าวคือสาเหตุที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมาเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และทำให้เกิดคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.

ส่วนการลงมติคงนโยบายการเงินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่าบีโอเจจะใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่ม ยิ่งตอกย้ำความคลางแคลงใจว่าธนาคารกลางต่างๆ อาจใช้นโยบายกระตุ้นไปจนถึงขีดจำกัดแล้ว

อย่างไรก็ดี ยอดขายของบริษัทหลายแห่งในออสเตรเลียปรับตัวขึ้น รวมถึงผลกำไรและการจ้างงานใหม่ในเดือน เม.ย. ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศยังสามารถรับมือการลงทุนในภาคเหมืองแร่ที่ชะลอตัวลง และการฟื้นตัวดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (อาร์บีเอ) ยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2% ในตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา

ขณะที่ภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงของอินเดียยิ่งกระตุ้นคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) โดยเมื่อวันที่ 5 เม.ย. อาร์บีไอได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 6.50% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 5 ปี และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขายคืนพันธบัตรเพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบธนาคารมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ธนาคารหลายแห่งในจีนคาดว่าจะขยายวงเงินการปล่อยกู้สกุลเงินหยวนเป็น 1,370 ล้านหยวน (ราว 7,380 ล้านบาท)

การเพิ่มวงเงินกู้ยิ่งตอกย้ำความวิตกว่าจีนมาถึงทางตันในการใช้วิธีการเดิมๆ เพื่อออกจากวิกฤตการเงินโลก เช่น การเพิ่มงบรายจ่าย การทุ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ และกำลังผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ได้สร้างผลตอบแทนและสร้างหนี้เสียให้ธนาคารจีน โดยก่อนหน้านี้ 5 ธนาคารใหญ่ของจีนเปิดเผยว่า ยอดหนี้เสียเพิ่มขึ้น 5.32 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.8 แสนล้านบาท) ในไตรมาสแรกปีนี้

ซินหัวระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งกระตุ้นคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนอาจหันกลับไปสู่มาตรการกระตุ้นเชิงรุก ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อตลาดเงินทั่วโลก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท