
อสังหาฯครองแชมป์ ขายหุ้นกู้ไร้เรตติ้ง
ในภาวะดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ ภาคธุรกิจยังคงให้ความสนใจระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ โดย “ธาดา พฤฒิธาดา” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ให้สัมภาษณ์ว่า ตลาดตราสารหนี้ยังคงได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ เพื่อต้องการเงินที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ทำให้ภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ในปัจจุบันมีมูลค่ารวม 10.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 78% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยับขึ้นไปใกล้เคียงกับสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินที่มีสัดส่วน 98% ของจีดีพี ขณะที่การระดมทุนในตลาดทุนจะอยู่ที่ 98% ของจีดีพีเช่นเดียวกัน
ในภาวะดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ ภาคธุรกิจยังคงให้ความสนใจระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ โดย “ธาดา พฤฒิธาดา” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ให้สัมภาษณ์ว่า ตลาดตราสารหนี้ยังคงได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ เพื่อต้องการเงินที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ทำให้ภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ในปัจจุบันมีมูลค่ารวม 10.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 78% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยับขึ้นไปใกล้เคียงกับสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินที่มีสัดส่วน 98% ของจีดีพี ขณะที่การระดมทุนในตลาดทุนจะอยู่ที่ 98% ของจีดีพีเช่นเดียวกัน
ที่ผ่านมา มีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการออกหุ้นกู้ของภาคธุรกิจมากขึ้น คือ จะมีทั้งที่ต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อของบริษัทที่จะออก และไม่จำเป็นต้องจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (ไร้เรตติ้ง) ก็ได้ ในส่วนของการไม่ต้องจัดเรตติ้งก่อนการขายนั้นจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี หลังจากเริ่มออกและเสนอขายได้เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา โดยปี 2558 มีการออกหุ้นกู้แบบไม่จัดเรตติ้งอยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปี 2557 อยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท และไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 5,978 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.68% ของมูลค่าหุ้นกู้ที่ออกทั้งหมดในไตรมาสแรก มูลค่า 2.41 แสนล้านบาท
สำหรับธุรกิจที่ออกหุ้นกู้โดยไม่จัดเรตติ้งมากที่สุด คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ รองลงมา คือ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มเหล็ก เกษตร และอาหาร ตามลำดับ
บริษัทไม่จัดเรตติ้ง เพราะมั่นใจว่าธุรกิจที่ทำอยู่เป็นที่รู้จักและมั่นใจว่ามีนักลงทุนให้ความสนใจที่จะลงทุนหุ้นกู้อยู่แล้ว ส่วนกลุ่มนักลงทุนที่จะลงทุนหุ้นกู้ไร้เรตติ้งได้ จะเป็นนักลงทุนเฉพาะเจาะจงหรือสถาบันเท่านั้น แต่จะไม่ขายให้กับประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ในไตรมาสแรกปี 2559 มีการออกมูลค่ารวมทั้งสิ้น 5,978 ล้านบาท เป็นการออกเพื่อขายนักลงทุนรายใหญ่ 4,245 ล้านบาท และขายเฉพาะเจาะจง
ไม่เกิน 10 ราย จำนวน 1,733 ล้านบาท
ด้านบริษัท ทริส เรทติ้ง ออกบทวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยยังคงแนวโน้ม “คงที่” สำหรับธุรกิจในปี 2559 คาดยอดขายที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจจะเติบโตได้เพียงเล็กน้อย ในขณะที่ความต้องการในต่างจังหวัดยังคงได้รับผลกระทบเชิงลบจากภาวะภัยแล้งและราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสฯ ยังคงเน้นกลุ่มลูกค้าและนักลงทุนที่มีรายได้ค่อนข้างสูงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ทั้งนี้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนความพยายามของภาครัฐในการกระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยโดยการให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ซื้อบ้านหลังแรก สำหรับที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่ำ 1.5 ล้านบาท น่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้ในระยะสั้นถึงปานกลาง
อย่างไรก็ตาม ทริสฯ มองว่า การลงทุนของภาครัฐโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและกระตุ้นความต้องการซื้อบ้านในระยะยาว
ในส่วนของราคาที่อยู่อาศัยนั้นยังคงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมืองเนื่องจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงจะทรงตัวก็ตาม ส่วนอัตรากำไรของผู้ประกอบการหลายรายมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงจากการให้ส่วนลดหรือมีโครงการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดโอนเพิ่มมากขึ้น การแข่งขันน่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในสินค้าที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา โดยการเติบโตของยอดขายบ้านที่มีราคาค่อนข้างต่ำยังชะลอตัวอยู่ ในขณะที่อุปทานที่อยู่อาศัยราคาสูงมีเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการบางรายที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสฯ จึงหันไปเน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นชาวต่างชาติในประเทศ ต่างๆ เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และจีน
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีการควบรวมและการซื้อกิจการเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ประกอบการรายเล็กจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เนื่องจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความเสียเปรียบในด้านการแข่งขันจากการที่มีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า มีสินค้าที่มีความหลากหลายน้อยกว่า และมีทำเลที่ด้อยกว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายก็มีการร่วมทุนกับพันธมิตรในการขยายโครงการเพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ได้เร็วขึ้นและลดความเสี่ยงด้านการเงิน
นอกจากนี้ แนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สม่ำเสมอก็มีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นผลดีแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการมีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดกระแสรายได้ที่หลากหลายในพอร์ตการลงทุน โดยผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย
ทริสฯ ระบุว่า ผู้ประกอบการสามารถระดมทุนเพื่อนำมาใช้สร้างสินทรัพย์ใหม่ได้เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องคงภาระหนี้ไว้ที่ระดับสูงเป็นระยะเวลานาน ปัจจุบันทริสฯ มีการจัดอันดับเครดิตให้แก่
ผู้ประกอบการในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 19 ราย ยอดขายที่ค่อนข้างสูงในช่วงปี 2555-22556 ส่งผลให้การรับรู้รายได้ของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเติบโตในปี 2558 อย่างไรก็ตามตัวเลขอัตราส่วนทางการเงินกลับมีแนวโน้มที่อ่อนตัวลง โดยผู้ประกอบการหลายรายมีอัตรากำไรที่ลดลง ในขณะที่ภาระหนี้สินอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ยอดขายสะสมคงเหลือ ณ สิ้นปี 2558 ของผู้ประกอบการทั้ง 19 ราย อยู่ที่ระดับประมาณ 2.4-2.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ทริสฯ ปรับลดอันดับเครดิตผู้ประกอบการ 1 ราย ในปี 2558 ส่วนไตรมาสแรกของปี 2559 ปรับลดอันดับเครดิตผู้ประกอบการ 2 ราย และปรับเพิ่ม 1 ราย







