
เพื่อความไม่ประมาท ควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
เมื่อมีข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้มีการพิจารณาเรื่องของการคุ้มครองเงินฝาก หรือภาษาชาวบ้านพูดๆ กัน คือ การประกันเงินฝากของเราๆ ท่านๆ ที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน โดยเฉพาะเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์นั้นผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมากพอสมควรที่เราๆ ท่านๆ ต้องรู้ พึงจะรู้ พึงจะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะเกี่ยวกับเราโดยตรง รายละเอียดดังนี้ครับ
1.ครม.พิจารณาอะไร คำตอบคือ
(1) ครม.พิจารณาร่างพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ฉบับที่ ... ) พ.ศ. ...
และ (2) พิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. ...
2.ประเด็นที่พิจารณาคืออะไร คำตอบคือ
(1) กำหนดวิธีการใหม่ในกรณีมีเหตุต้องเพิกถอนใบอนุญาตสถาบันการเงิน โดยแทนที่จะให้คนฝากแห่กันมาลงทะเบียนยื่นขอรับเงินฝาก ซึ่งจะวุ่นวายมากมาเป็นให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากจ่ายคืนเงินฝากแก่ผู้ฝากเงินตามจำนวนเงินฝากที่ปรากฏในบัญชีของผู้ฝากเงินทุกบัญชีรวมกัน โดยหักหนี้ทั้งจำนวนที่ผู้ฝากเงินมีกับสถาบันการเงินดังกล่าวออกจากเงินฝากก่อน (หักกลบลบหนี้ระหว่างเงินฝากและสินเชื่อให้เสร็จแล้วจ่ายคืนส่วนต่างตามที่กฎหมายกำหนด) วิธีนี้ต่างประเทศก็มีการใช้กัน
(2) จัดระบบการลดวงเงินที่มีการคุ้มครองลงมาแบบเป็นระดับค่อยเป็นค่อยไปโดยให้ลดลงมาจากเดิมที่วงเงินความคุ้มครองจะเปลี่ยนแปลงจากไม่เกิน 25 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2559 เป็นต้นไป เปลี่ยนมาเป็นดังนี้
ระยะเวลา วงเงินความคุ้มครอง
วันที่ 11 ส.ค. 2559-10 ส.ค. 2561 ไม่เกิน 15 ล้านบาท
วันที่ 11 ส.ค. 2561-10 ส.ค. 2562 ไม่เกิน 10 ล้านบาท
วันที่ 11 ส.ค. 2562-10 ส.ค. 2563 ไม่เกิน 5 ล้านบาท
ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2563 เป็นต้นไป ไม่เกิน 1 ล้านบาท
(เรียกว่าไม่ให้มีการตกหลุมอากาศแบบวูบวาบจาก 25 ล้านบาท มาเป็น 1 ล้านบาท แต่ให้ราบรื่นเหมือนผ้าไหมไทยจาก 25-15-10-5-1)
3.ประโยชน์ที่จะได้คืออะไร คำตอบคือ
(1) ลดขั้นตอนในกระบวนการจ่ายคืนเงินฝาก และยังคงไว้ซึ่งความถูกต้องและการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ฝากเงิน ตลอดจนปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่เกี่ยวข้อง
(2) การขยายระยะเวลาและเพิ่มเติมวงเงินความคุ้มครองเงินฝากจะทำให้ผู้ฝากเงินมีระยะเวลาในการปรับตัวเพื่อการวางแผนบริหารจัดการเงินฝาก และสินทรัพย์เพิ่มขึ้น เรียกว่ามีเวลาตั้งหลักกัน
เป็นอย่างดี
(3) เสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ฝากเงินและประชาชนต่อระบบสถาบันการเงิน ซึ่งในปัจจุบันมีความเข้มแข็งจากผลประกอบการที่มีกำไรต่อเนื่อง อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง และมีสัดส่วนหนี้ที่ไม่
ก่อให้เกิดรายได้ต่ำ ถือได้ว่ามีความแข็งแกร่งมากๆ
สุดท้ายของเรื่องที่ผู้เขียนคิดได้ ก็คือ คิดว่า ครม.ได้คำนึงถึงการช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความมีเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจในภาพรวม ที่จะต้องไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นทางด้านการเมืองและการสร้างสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ในห้วงเวลาที่สำคัญของประเทศ...เวลานี้
ผู้เขียนขอขอบคุณสำนักนโยบายระบบการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร.02-273-9020 ต่อ 3691 มา ณ โอกาสนี้นะครับ







