
ธนาคารกลาง ไม่กระตุ้นเพิ่ม
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการประชุมของธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลก โดยเริ่มจากธนาคารกลางยุโรปหลังจากได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ไปเมื่อเดือน มี.ค. ก็ได้ตัดสินใจคงมาตรการต่างๆ ไว้ตามเดิม เพื่อรอดูถึงผลกระทบของนโยบายที่ออกมาว่า ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจำเป็นต้องเพิ่มขนาดมาตรการในการประชุมครั้งถัดไปหรือไม่ โดยผลการประชุมดังกล่าวไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์เท่าไรนัก เพราะโดยปกติแล้วนโยบายกระตุ้นต่างๆ จะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งก่อนถึงจะเห็นผล การเพิ่มขนาดมาตรการในการประชุม 2 ครั้งติดกันจึงมักจะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีเหตุอันควร
ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ก็เลือกที่จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปตามที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง ต่างจากถ้อยแถลงในเดือน มี.ค.ที่เฟดเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังขยายตัวได้ดีขึ้น ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เคยเป็นประเด็นหลักที่ทำให้เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค.ดูจะลดลงไป จากการที่เฟดระบุเพียงว่าจะเฝ้าติดตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิดแทน โดยที่เฟดยังคงย้ำถึงความสำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจใน 6 สัปดาห์ข้างหน้าก่อนการประชุมครั้งถัดไป ว่าจะเป็นปัจจัยหลักสำหรับเฟดว่าจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่
แต่ที่ดูเหมือนจะสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นธนาคารกลางญี่ปุ่นที่คงมาตรการต่างๆ ไว้เหมือนเดิม ทั้งๆ ที่ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลร้ายต่อทั้งกำไรของบริษัทญี่ปุ่นที่มีรายได้ส่วนใหญ่อยู่นอกประเทศ และอัตราเงินเฟ้อที่จะลดลงจากการแข็งค่าของเงินเยน ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลงทันทีกว่า 3% หลังการประชุม โดยเหตุผลหลัก คือ ต้องการจะศึกษาถึงผลกระทบของมาตรการดอกเบี้ยติดลบที่ประกาศใช้ในเดือน ม.ค. ก่อนที่จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น
จากผลการประชุมของธนาคารกลางทั้ง 3 แห่ง จะเห็นได้ว่าสหรัฐดูจะมีภาษีที่ดีที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะยังสามารถนำเอามาตรการคิวอีหรือมาตรการดอกเบี้ยติดลบมาใช้ได้ถ้าจำเป็น ในขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นได้ใช้มาตรการต่างๆ ไปพอสมควรแล้ว จึงทำให้หุ้นสหรัฐยังคงดูดีที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว







