
พยุงแรงส่งเศรษฐกิจ
แม้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพ ท่ามกลางปัจจัยลบที่เหนือการควบคุม
แม้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพ ท่ามกลางปัจจัยลบที่เหนือการควบคุม เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว ถึงจะมีมาตรการอัดฉีดทั้งทางตรงและอ้อมจากประเทศต่างๆ ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ที่ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์แกว่งตัวมากผลกระทบจากการก่อการร้าย หรือปัญหาภัยพิบัติ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบางมาตรการของรัฐบาลสามารถพยุงการเติบโตเศรษฐกิจให้คึกคักได้เป็นระยะ และเพื่อให้ยังมีแรงกระเพื่อมไปได้ถึงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะมีผลจากการลงทุนภาครัฐเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนอีกแรง เสริมจากภาคบริการท่องเที่ยว จึงน่าติดตามว่า รัฐบาลจะใช้เครื่องมืออะไรมาสร้างแรงเฉื่อยให้เกิดการส่งผ่านได้ต่อไป
หลังจากที่มาตรการซึ่งรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจได้เห็นผล และมีการพูดถึงกันมาก เช่น ช็อปปิ้งกินเที่ยวช่วงปีใหม่ สามารถนำค่าใช้จ่าย 1.5 หมื่นบาทมาหักลดหย่อนภาษีได้ และอีกมาตรการที่เห็นผลชัด คือ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ระยะเวลา 6 เดือน หรือสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา
กรมที่ดินคาดว่าจะมีประชาชนมาโอนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรการกระตุ้นรวม 4.3 แสนราย โดยเฉพาะในสัปดาห์สุดท้าย (วันที่ 25-28 เม.ย.) จะมีการโอนถึง 5.3 หมื่นราย เพิ่มขึ้นถึง 80% จากสัปดาห์ที่ให้บริการตามปกติ ส่วนมูลค่าที่เกิดจากการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ ทำให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์รวมกว่า 5 แสนล้านบาท โดยมีปริมาณการโอนเพิ่มประมาณ 40% จากช่วงปกติ ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนกว่า 8,000 ล้านบาท
สอดคล้องกับตัวเลขยอดขายของผู้ประกอบการเอกชน จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว เช่น กลุ่มพฤกษา เรียลเอสเตท ยอดขายเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 1 เท่าตัว กลุ่มศุภาลัยยอดขายเพิ่มขึ้นถึงกว่า 3 เท่าตัว ขณะที่กลุ่มเอพี (ไทยแลนด์) ยอดขายเพิ่มถึง 50% หรือครึ่งเท่าตัว
ผลจากการโอนซื้อที่เกิดขึ้นจริงแล้วดังกล่าว สิ่งนี้จะเป็นเหมือนหัวจักรไปฉุดเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นให้ขับเคลื่อนต่อไป ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่เมื่อเจ้าของบ้านจะเข้าไปอยู่อาศัย จะต้องมีการใช้จ่ายในการตกแต่งเพิ่มเติม มีการซื้อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น โทรทัศน์ ทำให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น จ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด ทางอ้อมเมื่อสินค้าขายได้มากขึ้น ทางโรงงานต้องผลิตเพิ่มขึ้น ต้องจ้างงานมากขึ้น ต้องซื้อวัตถุดิบ เศรษฐกิจก็จะหมุนเวียนไปทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ
ถึงจะมีบางเสียงที่เห็นต่าง ว่ามาตรการดังกล่าวอาจเป็นการแค่ช่วยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ระบายสต๊อกที่แบกไว้ให้เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียมที่รัฐต้องสูญรายได้เข้ารัฐไป จะคุ้มค่าในการใช้เงินของประเทศหรือไม่ แต่ด้วยภาพรวมที่ซึมเซามาก ขณะที่มาตรการดังกล่าวยังทำให้เกิดแรงกระตุ้นได้ สิ่งนี้ต้องถือว่าช่วยไม่ให้สถานการณ์เงียบเหงาไปมากเกินไป
ดังนั้น จากนี้ไปอีก 1-2 เดือน ก่อนจะเข้าช่วงกลางปี ซึ่งจะมีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่ประมูลไปแล้ว หรือมีมติอนุมัติลงทุนไปแล้ว มาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนอีกแรง เสริมรายได้จากการท่องเที่ยว ก็หวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นที่ได้ผลเหมือนอย่างที่ทำไปแล้ว ออกมาสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจให้คึกคักต่อไป งานนี้คงได้เห็นฝีมือรัฐบาล ว่าจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทย โตได้เต็มศักยภาพมากแค่ไหน หลังจากกระตุ้นแรงส่งเศรษฐกิจมาได้ถึงขนาดนี้







