
'เบทเตอร์เวย์' ปรับกลยุทธ์ ปั้นยอดขายสู้เศรษฐกิจทรุด
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาส่งผลกระทบกับทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจขายตรงไทย จึงทำให้ผู้ประกอบการต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับกับกำลังซื้อลดลง รวมไปถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางมิสทิน กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้บริษัทต้องจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดโปรโมชั่นเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ภาพรวมยอดขายของบริษัทในไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโตขึ้นได้เพียงเล็กน้อยประมาณ 0.4-0.5% ไม่ถึง 1%
ทั้งนี้ ภาคใต้ได้รับผลกระทบมากที่สุด ยอดขายไตรมาสแรกปีนี้ลดลง 5% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคายางพาราตกต่ำ ขณะที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเติบโต 1% เพราะโรงงานอุตสาหกรรมมีการย้ายฐานการผลิตมาอยู่ในภาคตะวันออกจำนวนมาก อีกทั้งตลาดการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเติบโต ขณะที่ภาคกลางนั้นถือว่าเติบโตมากที่สุดเนื่องจากเป็นแหล่งงาน
“เศรษฐกิจแบบนี้ยอดขายต่อใบเสร็จลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้เราต้องพยายามหาสาวมิสทินให้มากขึ้น โดยปัจจุบันมีสาวมิสทินจำหน่ายอยู่ 8.9 แสนคน คาดว่าสิ้นไตรมาส 2 จำนวนสมาชิกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคน และจบไตรมาส 4 สมาชิกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านคน” ดนัย กล่าว
บริษัทจึงได้ออกแคมเปญโดยสาวมิสทินที่เป็นสมาชิกต่อเนื่อง 3 ปี จะเพิ่มรายได้ให้ 1 หมื่นบาท โดยสาวมิสทินจะต้องมียอดขายต่อเนื่องและหยุดได้ไม่เกิน 2 เดือน หรือ 4 รอบการจำหน่าย ซึ่งบริษัทได้มีการตั้งงบประมาณสำรองกับการจัดแคมเปญนี้ไว้ 3,500 ล้านบาท เนื่องจากประเมินว่าจะมีสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 35% จากทั้งหมด 1 ล้านคน
สำหรับในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายกว่า 1.39 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าว่าปีนี้จะเติบโตได้ 3% มียอดขาย 1.45 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทได้ปรับตัวในการเข้าไปทำตลาดเพื่อเจาะกลุ่มสาวออฟฟิศมากขึ้น แต่ลูกค้าในกลุ่มนี้จะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจหรือเลือกที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น เดิมจะซื้อลิปสติกราคาแท่งละ 200 บาท แต่หันมาเลือกใช้ลิปสติกราคา 99 บาท หรือ 100 บาทแทน ขณะเดียวกันก็เพิ่มช่องทางการขายผ่านร้านสะดวกซื้อ หรือร้านโมเดิร์นเทรดในเมืองมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ในเมืองอย่างสาทร สีลม เยาวราช ราชดำริ สุขุมวิท บริเวณนี้จะมีสาวจำหน่ายมิสทินค่อนข้างน้อย
ขณะเดียวกันได้เพิ่มช่องทางใหม่ๆ เพื่อสร้างแบรนด์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ และไอจี โดยจะมีการใช้งบลงทุน 50 ล้านบาท เพื่อเตรียมเปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่ ชื่อ ยุพิน (Yupin) ซึ่งเป็นชื่อของสาว
มิสทินคนแรกของบริษัทที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ค.นี้
“แอพพลิเคชั่นนี้สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และไอโอเอส มาใช้ทดแทนการใช้แค็ตตาล็อก เนื่องจากแค็ตตาล็อก 1 เล่ม ถ้าสาวมิสทินมีสมาชิกจำนวน 5 คน กว่าจะใช้เวียนกันจนครบต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-7 วัน หรือแม้ในปัจจุบันมีอินเทอร์เน็ตแล้ว แต่การใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก จึงต้องพัฒนาแอพขึ้นมาตอบโจทย์ความต้องการใช้ที่สามารถใช้งานได้ง่าย สามารถดูดาต้าเบส สถิติการขายในช่วงที่ผ่านมาได้ จากปัจจุบันการดูข้อมูลต่างๆ ต้องผ่านช่องทางคอลเซ็นเตอร์” ดนัย กล่าว
นอกจากนี้ จะมีการลงทุนทางด้านโลจิสติกส์ในส่วนภูมิภาคอีก 1 แห่งในภาคอีสานตอนล่าง คือ จ.นครราชสีมา ใช้งบลงทุน 30 ล้านบาท จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ก.ย.นี้ จากปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค 6 แห่ง โดยมีศูนย์กลางกระจายสินค้าส่วนกลางอยู่ที่ปทุมธานี ได้มีการลงทุนก่อสร้างเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ใช้งบในการลงทุนไปกว่า 2,000 ล้านบาท
ด้านการลงทุนในประเทศอาเซียน บริษัทจะสร้างอาคารสำนักงานและคลังสินค้าใหม่ในกัมพูชา บนเนื้อที่ 40 ไร่ ลงทุนซื้อที่ดินด้วยเม็ดเงิน 70 ล้านบาท ซึ่งห่างจากตัวเมืองกรุงพนมเปญ 17 กิโลเมตร โครงการนี้เป็นการร่วมทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่นกัมพูชา โดยในช่วง 2 ปีแรกที่ทำธุรกิจได้ทำในรูปแบบค้าส่ง แต่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาได้ปรับมาเป็นธุรกิจขายตรงชั้นเดียว
ส่วนในประเทศเมียนมาเตรียมแผนลงทุนเพื่อเปิดตัวอาคารสำนักงานและคลังสินค้า บนเนื้อที่ 20 ไร่ โดยใช้งบในการซื้อที่ดิน 300 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมการก่อสร้างอาคาร โครงการนี้เป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นเช่นเดียวกัน ขณะที่ในประเทศลาวนั้นยังไม่มีแผนการลงทุนเนื่องจากเป็นประเทศขนาดเล็กและชายแดนติดประเทศไทยที่มีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก
ดนัย ประเมินว่า ภาพรวมของธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะเติบโตไม่เกิน 4% โดยที่การเติบโตจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแอมเวย์ กิฟฟารีน ขณะที่ปัญหาใหญ่ที่เป็นตัวฉุดให้ธุรกิจขายตรงชะลอตัวคือธุรกิจนอกระบบอย่างแชร์ลูกโซ่ที่ทำให้คนที่ไม่มีความเข้าใจในธุรกิจขายตรงไม่กล้าเข้าสู่ธุรกิจนี้







