
ดีแทค-เอไอเอสลุย ปั้นสตาร์ทอัพไทยบุกโลก
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ จะเรียม สำรวจ
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ จะเรียม สำรวจ
หากจะบอกว่าสตาร์ทอัพไทยอยู่ในยุคเฟื่องฟูก็ไม่น่าจะผิด เพราะเวลานี้องค์กรใหญ่ต่างหันมาให้ความสำคัญจัดโครงการหรือตั้งบริษัทลงทุนในสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศเอง
ลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า ได้ทำโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท บ่มเพาะสตาร์ทอัพตั้งแต่ปี 2556 ถึงวันนี้ได้รับการการันตีเป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพอันดับ 1 ในไทย เป้าหมายที่วางไว้คือผลักดันสตาร์ทอัพในโครงการอย่างน้อย 1 ราย ให้เป็นสตาร์ทอัพดีที่สุดในไทย ซึ่ง Claim di แอพพลิเคชั่นเคลมประกันรถ หนึ่งในสตาร์ทอัพที่สนับสนุนเข้าข่ายนี้แล้ว กลายเป็นสตาร์ทอัพขนาดใหญ่สุดของไทยด้วยมูลค่าธุรกิจ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 60 ล้านบาท และมีอีกหลายรายที่กำลังโตตาม เช่น Piggipo แอพพลิเคชั่นบริหารจัดการบัตรเครดิต และ Skootar แอพพลิเคชั่นช่วยเอสเอ็มอีรับส่งเอกสาร เก็บเช็ค วางบิล
สำหรับปีนี้เป็นปีที่ 4 ของโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพเพิ่งคัดเลือก 11 ทีมสุดท้ายที่จะได้อบรมค่ายบ่มเพาะโดยครั้งนี้มีพันธมิตรเทเลนอร์ มาเลเซีย และเมียนมาร่วมด้วย ซึ่งสองประเทศนี้มีฐานลูกค้าเทเลนอร์รวม 60 ล้านราย ส่วนเครือข่ายลูกค้าเทเลนอร์ทั่วโลกมี 200-300 ล้านราย ตั้งเป้าใช้เครือข่ายนี้ดันสตาร์ทอัพในโครงการให้โตในระดับโลกได้
สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจและดีแทค แอคเซอเลอเรท กล่าวว่า มูลค่าลงทุนในสตาร์ทอัพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปีนี้น่าจะเพิ่ม 1.5-2 เท่าจากปีก่อน ในไทยคงเช่นเดียวกัน มูลค่าลงทุนในสตาร์ทอัพไทยอย่างไม่เป็นทางการปีนี้อาจทะลุ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,000 ล้านบาท) เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าลงทุนอยู่ที่ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,100 ล้านบาท) แต่ถ้านับเฉพาะมูลค่าลงทุนในสตาร์ทอัพไทยที่เปิดเผยเป็นทางการปีนี้คาดอยู่ที่ 80 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,400 ล้านบาท) เพิ่มเท่าตัวจากปีก่อนที่อยู่ที่ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,200 ล้านบาท)
แม้ทั่วโลกเริ่มกังวลกับภาวะฟองสบู่ในตลาดสตาร์ทอัพ แต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมไทยด้วยยังระดมทุนน้อยมากถ้าเทียบกับทั่วโลก ดังนั้นยังไม่เกิดฟองสบู่แน่นอน โดยสตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพที่จะโตระดับโลกไม่ยาก เห็นได้จากความสำเร็จของสตาร์ทอัพ 11 ราย ที่ดีแทค แอคเซอเลอเรท สนับสนุนเงินทุน 3 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าธุรกิจเพิ่ม 5 เท่า ในเวลาแค่ 12-18 เดือนที่ผ่านมา โดย 70% ของสตาร์ทอัพในโครงการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติมาในไทยได้สูงกว่าสถิติสตาร์ทอัพทั่วโลกที่มีเพียง 20% ที่มีโอกาสระดมทุนได้ บ่งบอกได้ว่าสตาร์ทอัพไทยมีคุณภาพจึงได้รับการสนับสนุน
ด้านสิ่งที่ดีแทคได้คืนจากการสนับสนุนสตาร์ทอัพคือ ผลตอบแทนการลงทุน เงินที่ลงทุนไป 1 บาท เมื่อครั้งเริ่มต้นตอนนี้มูลค่าเพิ่มเป็น 500 บาทแล้ว นอกจากนี้หากดีแทคต้องการหานวัตกรรมให้ลูกค้าแทนที่จะต้องใช้เวลาพัฒนาเองเป็นปี ก็ลงทุนในสตาร์ทอัพแล้วนำนวัตกรรมมาให้บริการลูกค้าได้ทันที
ด้าน สุวิทย์ อารยะวิไลพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า บริษัทเริ่มสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพในไทยเมื่อปี 2554 ผ่านโครงการเอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพ เพื่อเปิดโอกาสให้นักคิด นักพัฒนา และผู้ประกอบการดิจิทัลหน้าใหม่เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ปัจจุบันบริษัทมีสตาร์ทอัพร่วมเป็นพันธมิตรแล้ว 23 ราย ในจำนวนนี้มีการร่วมต่อยอดพัฒนาธุรกิจสู่ตลาดหลายธุรกิจ เช่น StockRadars, Golfdigg ShopSpot, FlowAccount, Social Giver และ Local Alike เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดธุรกิจและสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย เอไอเอสได้ร่วมกับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยได้แจ้งเกิด โดยสามารถเชื่อมต่อธุรกิจได้ 24 ชั่วโมง กับโครงการเอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพคอนเน็ก เพื่อก้าวสู่การเป็นพันธมิตรดิจิทัลกับบริษัทได้ตลอดเวลาผ่าน www.ais.co.th/thestartup ไม่ต้องเสนอผลงานผ่านการประกวด โดยเตรียมงบสนับสนุนสตาร์ทอัพไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
สุวิทย์ กล่าวว่า จะสนับสนุนสตาร์ทอัพทุกมิติ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานบนโครงข่ายดิจิทัล เทคโนโลยี กลยุทธ์ตลาด หรือช่องทางเข้าถึงลูกค้า เช่น ให้บริการชำระเงินมีทีมขายกว่า 200 คนให้คำปรึกษา ช่วยเหลือสตาร์ทอัพ และพร้อมร่วมทำแบรนด์ดิ้ง แพ็กเกจด้วย
เป็นโอกาสคนหัวใจเทคโนโลยีที่อยากมีธุรกิจจริงๆ







