
คลังปัดคนโยกเงินฝาก ต้นตอเลื่อนคุ้มครอง1ล้าน
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
กระทรวงการคลังยืนยันว่า การเลื่อนระยะเวลาการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท ออกไปอีก 4 ปี ไม่ได้เกิดจากการกลัวว่า ผู้ฝากเงินจะย้ายเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ไปธนาคารของรัฐ และไม่เคยคิดที่จะลดวงเงินคุ้มครองต่ำกว่า 1 ล้านบาท
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การปรับปรุงร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ.... ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2559 โดยมีการปรับลดการคุ้มครองเงินฝากเป็นแบบขั้นบันได จากเดิมจะลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท/บัญชี/ธนาคาร ในวันที่ 11 ส.ค.ออกไป 4 ปี โดยระหว่างนี้จะมีการลดวงเงินคุ้มครองเป็นขั้นบันไดนั้น ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากกระแสข่าวการโยกย้ายเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ไปยังธนาคารของรัฐ เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนผู้มีเงินฝากเกิน 25 ล้านบาท/บัญชี คิดเป็น 0.06% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด หรือประมาณ 4 หมื่นราย น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนบัญชีเงินฝากในระบบทั้งสิ้น 68.9 ล้านบัญชี
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ผ่านมาประชาชนยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์ในการคุ้มครองเงินฝากมากนัก จึงจำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้อง โดยยืนยันว่าการปรับการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทนั้นจะเป็นระดับต่ำที่สุด และไม่มีแนวคิดที่จะลดลงต่ำกว่านี้
“เราพยายามทำเรื่องการคุ้มครองเงินฝากให้เป็นสากลมากขึ้นมานานแล้ว และที่ผ่านมาก็มีความพยายามและอยากจะเสนอให้มีการพิจารณาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เพื่อให้เวลากับผู้ฝากเงินในการปรับตัวและบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนถึงทีมเศรษฐกิจชุดที่ผ่านมา และสำเร็จในปัจจุบัน” กฤษฎา กล่าว
นอกจากนี้ สศค.ได้ติดตามข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิดและยังไม่พบการโยกย้ายเงินฝากอย่างมีนัยสำคัญ หรือเป็นผลจากการปรับลดการคุ้มครองเงินฝากอย่างแน่นอน และยืนยันว่าสถานะของสถาบันการเงินของไทยยังแข็งแกร่งมาก อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบสูงถึง 17.4% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 8.5% ถือว่าแข็งแรงและไม่มีปัญหาอะไรอย่างแน่นอน
ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การเลื่อนระยะเวลาการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทนั้น เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่การลงทุนมีความเสี่ยง ทำให้ผู้ฝากเงินมีทางเลือกในการออมหรือพักเงินที่มั่นคง รวมทั้งมีระยะเวลาให้ผู้บริโภคเรียนรู้เกี่ยวกับการกระจายการออมและลงทุนด้วย
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แม้ไทยจะลดวงเงินคุ้มครองมาที่ 15 ล้านบาท ในเดือน ส.ค. 2559 แต่ยังถือว่าสูงกว่าหลายประเทศ เนื่องจากวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ 15 ล้านบาทของไทย คิดเป็น 72.8 เท่า ของรายได้ต่อหัวของประชากร สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย อยู่ที่ 6.7 เท่าของรายได้ต่อหัวของประชากร ฟิลิปปินส์ 3.8 เท่า และยังสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐ ที่อยู่ที่ 4.5 เท่า
นอกจากนี้ ระดับความคุ้มครองที่ 15 ล้านบาท ยังครอบคลุมจำนวนบัญชีเงินฝากกว่า 99.9% ของบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2559 สูงเพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับ
ผู้ฝากเงินไทย







