
ไทยจะเดินไปทางไหน?
เศรษฐกิจโลกซึ่งชะลอตัวและดูท่าทีว่าคงไม่ฟื้นตัวได้ง่ายๆ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยซึ่งซึมยาวกลายเป็นหวัดอ่อนๆ เรื้อรังมาหลายปี คำถามว่าส่งออกไทยซึ่งถดถอยเกิดจากเศรษฐกิจโลกเพียงอย่างเดียวหรือเกิดจากปัจจัยภายใน การแก้ปัญหาแบบหยิบโหย่งมีแต่ทฤษฎีซึ่งปฏิบัติไม่ได้ หรือมีศัพท์แสงโก้หรูฟังแล้วเท่ แต่ไม่รู้ว่าจะขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการมากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศว่าจะให้เขาเดินไปได้อย่างไร
เศรษฐกิจโลกซึ่งชะลอตัวและดูท่าทีว่าคงไม่ฟื้นตัวได้ง่ายๆ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยซึ่งซึมยาวกลายเป็นหวัดอ่อนๆ เรื้อรังมาหลายปี คำถามว่าส่งออกไทยซึ่งถดถอยเกิดจากเศรษฐกิจโลกเพียงอย่างเดียวหรือเกิดจากปัจจัยภายใน การแก้ปัญหาแบบหยิบโหย่งมีแต่ทฤษฎีซึ่งปฏิบัติไม่ได้ หรือมีศัพท์แสงโก้หรูฟังแล้วเท่ แต่ไม่รู้ว่าจะขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการมากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศว่าจะให้เขาเดินไปได้อย่างไร
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจากนี้ไปควรมีความเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับสภาวะที่เป็นจริง กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพที่จะเป็นหัวขบวนก็คงต้องขับเคลื่อนไปแบบหนึ่ง จะใส่นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีแบบก้าวหน้า รวมถึงจะเป็นอุตสาหกรรมด้วยปัญญา (Creative Industry) หรือจะส่งเสริมประเภทซูเปอร์คลัสเตอร์ก็ว่ากันไป แต่ต้องเข้าใจว่ากลุ่มที่จะเดินไปในแนวทางนี้คงมีไม่มาก แต่ก็คงต้องเดินหน้าขับเคลื่อน
อย่างไรก็ตาม ผู้รับผิดชอบด้านนโยบายของประเทศคงต้องหันกลับไปดูท้ายขบวนหรือท้ายแถวว่าไล่ตามทันหรือไม่ ทั้งผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขนาดย่อม เกษตรกรรายย่อย
กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้คงไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่กำลังจะพาพวกเขาไป กลายเป็นพวกตกขบวนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตัวชี้วัดความสำเร็จเป็นเรื่องหนึ่ง เพราะเมืองไทยเศรษฐกิจอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ไม่เกิน 20 กลุ่ม รายได้กินจีดีพีของประเทศไปกว่าครึ่ง ดังนั้นแผนการขับเคลื่อนประเทศจึงต้องใช้วิธีที่แตกต่าง จะใช้วิธีแกะกล่องหรือดึงจากตำราจัดการสมัยใหม่มาใช้ทุกบรรทัดคงเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจว่าโลกวันนี้อยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่มีมาก่อน ยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งกระโดดข้ามไปสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ยกตัวอย่างเช่น การแย่งคลื่น 4จี ประมูลกัน 7-8 หมื่นล้านหน้าตาเฉย แสดงให้เห็นถึงทิศทางว่าคงจะหลบหนี หลบภัย คลุมโปง ไม่รับรู้อยู่แต่ในบ้านคงเป็นไปไม่ได้ เกี่ยวข้องกับทั้งผู้ประกอบการธุรกิจ-อุตสาหกรรม ซึ่งช่องทางจำหน่ายยิ่งนับวันก็ยิ่งซับซ้อนเข้าถึงยาก ไม่เชื่อก็ลองเอาสินค้าไปเสนอ วางขาย ในห้างใหญ่ๆ หรือร้านสะดวกซื้อซึ่งมีให้เลือกไม่กี่เครือข่าย ขณะที่สินค้าเกษตรไม่ว่าข้าว ยาง มัน อ้อย ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่นำไปส่งออก ราคาจึงต้องแข่งขันกับประเทศที่มีศักยภาพที่เหนือกว่า ซึ่งปัจจุบันทั้งเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา มีศักยภาพการแข่งขันที่เหนือกว่าไทย อีกทั้งสินค้าเกษตรเกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้า ขณะที่เกษตรกรยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ประเทศไทยเดินมาถึงทางแยกว่าจะเดินไปในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม
อุตสาหกรรมบางกลุ่มอาจหาที่ยืนในประเทศได้ยาก ขณะที่สินค้าเกษตรซึ่งถูกอุ้มด้านราคามาโดยตลอด จนเกษตรกรง่อยเปลี้ยพึ่งพาตนเองไม่ได้ ในอนาคตจะแบกจะอุ้มกันได้นานเพียงใด
ผมเขียนติงได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านพ้นแก้ไขได้อย่างไร เอาว่าช่วงนี้สาละวนกับเรื่องรัฐธรรมนูญจะ Yes หรือ NO อย่าเที่ยวไปตะโกนบอกใคร แค่กระซิบเบาๆ...ก็พอนะครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







