posttoday
กสิกรทุ่ม 5,000 ล้าน เป็นดิจิทัลแบงก์  ‘ไม่ทำอีก 5 ปี ล้าหลัง’

กสิกรทุ่ม 5,000 ล้าน เป็นดิจิทัลแบงก์ ‘ไม่ทำอีก 5 ปี ล้าหลัง’

26 เมษายน 2559

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

หลังจากธนาคารกสิกรไทย ประกาศเป็นผู้นำในการเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้ง ด้วยการตั้งบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (เคบีทีจี) และขณะนี้ 5 บริษัทในกรุ๊ปนี้ก็จะเริ่มดำเนินการแล้วที่อาคารอัจฉริยะ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยอาคารสำนักงานแห่งนี้มีบรรยากาศการทำงานแตกต่างสุดขั้วกับการทำงานธนาคาร เพราะเน้นความเปิดโล่ง ไร้กรอบ และผ่อนคลาย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ของบรรดาฟินเทค ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสตาร์ทอัพอย่างเต็มที่

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เคบีทีจีจะไม่ใช้โครงสร้างบริหารแบบบริษัทใหญ่ๆ การคัดสรรบุคลากรต้องใช้คนรุ่นใหม่จะทำในลักษณะแบบซิลิคอน วัลเลย์ ในอเมริกา และจะต้องมีผลงานเป็นรูปธรรมภายใน 1-2 ปี

“ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ธุรกรรมการเงินและธุรกิจแบงก์จะเปลี่ยนรูปโฉมไปอีก การบริการการเงินจะไม่ใช่แค่การโอนเงินเท่านั้น แต่จะเป็นเกือบทุกอย่าง ต่อไปนี้เงินสดจะลดบทบาทลง ซึ่งความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก” บัณฑูร กล่าว

ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และประธานบริษัท เคบีทีจี กล่าวว่า เทคโนโลยีทำให้การให้บริการการเงินเปลี่ยนไป หากธนาคารไหนไม่เปลี่ยนเชื่อว่าอีก 5 ปีก็คงจะตามคนอื่นไม่ทัน ธนาคารตั้งงบประมาณด้านไอทีไว้ประมาณ 10% ของกำไรสุทธิ หรือประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท และงบเพื่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่อีก 1-2% ของกำไรสุทธิ หรือ 1,000 ล้านบาท ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับการดำเนินงานเมื่อเห็นโอกาสในการพัฒนาฟินเทค ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปิตอล) หรือร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน

“การยกระดับหน่วยธุรกิจใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับฟินเทค และถือเป็นความคิดที่ล้าสมัยแล้วที่มองว่าฟินเทคจะมาแย่งส่วนแบ่งตลาดหรือฆ่าธนาคาร เพราะขณะนี้กำลังเข้าสู่ยุคฟินเทค 2.0 คือ การที่ฟินเทคและธนาคารจับมือกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในการทำธุรกรรมการเงิน” ธีรนันท์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำงานของฟินเทคกับธนาคารมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน โดย ฟินเทค มีไอเดีย มีความรู้ด้านเทคโนโลยีบางอย่าง แต่ขาดฐานลูกค้า ขาดแบรนด์ และเทคโนโลยีเสริมอีกหลายตัว รวมทั้งความเป็นสตาร์ทอัพ ทำให้การเติบโตค่อนข้างจำกัด เพราะต้องอาศัยการบริหารงานที่เป็นระบบ ซึ่งมีความซับซ้อนขึ้นตามจำนวนพนักงานที่ขยายตัว ซึ่งธนาคารจะเติมเต็มข้อจำกัดดังกล่าว ทั้งเรื่องฐานลูกค้า แบรนด์ ความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์การกำกับดูแลของทางการ รวมทั้งบริการทางการเงินแบบใหม่ด้วย

“แนวทางหลักของเรามีความชัดเจนที่จะทำงานร่วมกับฟินเทคเพื่อยกระดับให้เป็นธุรกิจได้จริง พร้อมเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับพาร์ตเนอร์ ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งขณะนี้มีทั้ง บริษัท ไอบีเอ็ม และบริษัทที่ปรึกษา เอคเซนเชอร์ ร่วมเดินไปด้วยกันเพื่อสร้างโอกาสให้ฟินเทคประสบความสำเร็จสูงขึ้น” ธีรนันท์ กล่าว

สมคิด จิรานันตรัตน์ รองประธาน บริษัท เคบีทีจี กล่าวว่า บริษัทกำลังให้ความสำคัญกับเทรนด์เทคโนโลยีทางการเงิน 6 ประเภท ที่จะร่วมกับพันธมิตรและฟินเทคศึกษา และต่อยอดพัฒนาบริการทางการเงินของธนาคาร ได้แก่

- Advanced Mobile Programming เป้าหมายคือให้การใช้งานแอพพลิเคชั่นทางสมาร์ทโฟนดีขึ้นกว่าเดิม เพราะในอนาคตสมาร์ทโฟนจะรองรับแอพพลิเคชั่นที่หลากหลายและการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
โดยขณะนี้ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น อี-วอลเล็ท เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการชำระเงินและลดปริมาณการใช้เงินสด โดยจะทดลองใช้ในอาคารเคบีทีจี แจ้งวัฒนะ 2 ปลายเดือน เม.ย.นี้

- World Class Design เป้าหมายคือ ให้ผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นมีความประทับใจ น่าจับต้อง และรู้สึกคุ้นเคย เพื่อให้ลูกค้าอยากใช้งานแอพพลิเคชั่น ของธนาคารต่อไปเรื่อยๆ โดยเคบีทีจีได้ร่วมกับบริษัท ฟยอร์ด หนึ่งในกลุ่มบริษัท เอคเซนเชอร์ ดิจิทัล เป็นพันธมิตรในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่คำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

- Machine Learning คือการเปิดให้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของกรณีศึกษา จากผู้เชี่ยวชาญของไทย ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจและบุคลากรแวดวงการศึกษาให้มุมมองของผู้บริโภคและพฤติกรรมลูกค้าจากการใช้บริการ โดยเฉพาะทางโมบายแบงก์กิ้ง หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยพันธมิตรของเคบีทีจี คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- Application Programming Interface (API) เป็นการเชื่อมต่อระบบธนาคารกับฟินเทค ขณะนี้ได้พัฒนาระบบ API Manager ทดลองเชื่อมต่อกับบริษัท โฟลว์ แอคเคาท์ ซึ่งเป็นฟินเทคสตาร์ทอัพ สำหรับดึงข้อมูลทางการเงินมาใช้วิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินสำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น

- Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง เพราะมีแนวโน้มเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก เหมือนกับอินเทอร์เน็ตเมื่อศตวรรษที่ 90 โดย Blockchain เป็นระบบยืนยันข้อมูลที่ไม่ต้องใช้บุคคลที่ 3 เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดเงินสกุลดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ โดยมีพันธมิตร คือ บริษัท ไอบีเอ็ม ร่วมศึกษาข้อมูล

- Internet of Things คือการที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตได้ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย เป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคมากที่สุด

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ และการก่อกำเนิดเคบีทีจีครั้งนี้ มีเป้าหมายให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีจำนวนผู้ใช้งานดิจิทัลแบงก์ประมาณ 38% ของตลาดรวม มีปริมาณธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลแบงก์กิ้ง ทั้งโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 168 ล้านรายการ ในปี 2554 เป็น 1,135 ล้านรายการ ในปี 2558 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,900 ล้านรายการ ในปี 2563

ขณะที่มูลค่าธุรกรรมที่ผ่านดิจิทัลแบงก์กิ้งเพิ่มจาก 9 แสนล้านบาท ในปี 2554 เป็น 4 ล้านล้านบาท ในปี 2558 และคาดจะเติบโตประมาณ 10 เท่า หรือเป็น 30 ล้านล้านบาท ในปี 2563 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า และคาดว่าการใช้บริการผ่านสาขาที่มีอยู่ 188 ล้านรายการ ในปี 2558 จะลดเหลือ 153 ล้านรายการ ในปี 2563

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท