posttoday
กรุงเทพ 234...

กรุงเทพ 234...

25 เมษายน 2559

โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

21 เม.ย.ของทุกปี ประชาชนจำนวนมากจะมากราบสักการะศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันสถาปนากรุงเทพฯ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กระทำพิธียกเสาหลักเมืองสูง 187 นิ้ว มีเปิดยอดรูปบัวตูมสวมลงบนเสา บรรจุแผ่นทองคำดวงชะตาเมือง

ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุดและทรงผูกดวงเมืองใหม่ โดยปีนี้กรุงเทพฯ มีอายุครบ 234 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งประเทศไทยและกรุงเทพฯ ยังคงร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมของพระเจ้าอยู่หัวไทยทุกพระองค์ กอปรกับมีหลักเมืองเป็นมิ่งมงคลเป็นรากฐาน สถิตเป็นหลักของชาติสืบไป

นับจากวันนั้น กรุงเทพฯ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากชุมชน “บางกอก” ซึ่งเป็นสถานีการค้าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา กลายมาเป็นราชธานี เป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา การคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์ และเป็นสัญลักษณ์ชาติไทย

แต่ความเจริญของกรุงเทพฯ ก็มาพร้อมกับปัญหา ทั้งการจราจร ชุมชนแออัด การรุกล้ำที่ดิน การขาดพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นเมืองแออัด ไม่มีที่สันทนาการ ไม่มีพื้นที่พักผ่อนของคนเมือง

กรุงเทพฯ มีพื้นที่สวนสาธารณะต่อประชากรเพียง 0.7 ตร.ม./คน เท่านั้น น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลคือ 15 ตร.ม./คน ขณะที่การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะถือว่าทำได้ยาก ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่เข้าถึงได้น้อยกว่า 30% ดังนั้นการบูรณาการการใช้พื้นที่เพื่อทุกคนอย่างเท่าเทียม อันเป็นรากฐานสำคัญของทุกสังคม จึงยังคงไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างการพัฒนาเมืองของเอเชีย จากภาพลักษณ์ “ป่าคอนกรีต” ปัจจุบันกลายเป็น “เมืองสีฟ้าและสีเขียว” โดยรัฐไม่ใช้คำว่า “มีแผน” แต่ใช้คำว่า “มีเป้าหมาย” เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาว่าพลเมืองจะต้องได้สวนสาธารณะยาวกว่า 400 กม. ต้องเข้าถึงแม่น้ำและชายฝั่งยาวกว่า 100 กม. และ 90% ของพลเมืองต้องเข้าถึงพื้นที่สีเขียวภายในการเดิน 10 นาที เพราะรัฐเข้าใจปรัชญาของพื้นที่สาธารณะ คือพื้นที่ของทุกคน เพื่อทุกคน

ตัวอย่างเช่น เกาะเซนโตซา ซึ่งเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ มีพื้นที่ติดริมน้ำให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจ โดยมีระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถโมโนเรล และกระเช้าลอยฟ้า บูรณาการทุกระบบเพื่อการเข้าถึงได้สะดวก สิงคโปร์ยังกีดกันการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แต่สนับสนุนการเดินเท้าและการใช้จักรยาน ก่อนจะเป็นขนส่งมวลชนสาธารณะ

สิงคโปร์เชื่อว่าความยั่งยืนของเมืองไม่ได้หมายถึงการพัฒนาพื้นที่ทางพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้เท่านั้น แต่การพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ใช้ร่วมกันต่างหาก คือความยั่งยืนที่แท้จริง

กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาส เต็มอิ่มไปด้วยสีสันของประเพณี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม แน่นอนการพัฒนากรุงเทพฯ จากการมองย้อนอดีต 234 ปีเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าโลกไม่เคยหยุดพัฒนา เวลาไม่เคยหยุดอยู่กับที่ หากเราไม่มีความมุ่งมั่นแก้หรือเยียวยาปัญหา โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่สาธารณะ จะทำให้ปัญหายิ่งรุนแรงและซับซ้อน ผูกปมจนไปถึงลูกหลาน ยิ่งทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสมากขึ้นทุกวัน

วันนี้เราไม่ควรพึ่งพาดวงเมืองเพียงอย่างเดียว ความมุ่งมั่นและเป้าหมายที่ชัดเจน น่าจะเป็นทางออกของกรุงเทพฯ ให้เรานับ 567... ต่อไป

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล