
กรุงเทพ 234...
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
21 เม.ย.ของทุกปี ประชาชนจำนวนมากจะมากราบสักการะศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันสถาปนากรุงเทพฯ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กระทำพิธียกเสาหลักเมืองสูง 187 นิ้ว มีเปิดยอดรูปบัวตูมสวมลงบนเสา บรรจุแผ่นทองคำดวงชะตาเมือง
ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุดและทรงผูกดวงเมืองใหม่ โดยปีนี้กรุงเทพฯ มีอายุครบ 234 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งประเทศไทยและกรุงเทพฯ ยังคงร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมของพระเจ้าอยู่หัวไทยทุกพระองค์ กอปรกับมีหลักเมืองเป็นมิ่งมงคลเป็นรากฐาน สถิตเป็นหลักของชาติสืบไป
นับจากวันนั้น กรุงเทพฯ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากชุมชน “บางกอก” ซึ่งเป็นสถานีการค้าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา กลายมาเป็นราชธานี เป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา การคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์ และเป็นสัญลักษณ์ชาติไทย
แต่ความเจริญของกรุงเทพฯ ก็มาพร้อมกับปัญหา ทั้งการจราจร ชุมชนแออัด การรุกล้ำที่ดิน การขาดพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นเมืองแออัด ไม่มีที่สันทนาการ ไม่มีพื้นที่พักผ่อนของคนเมือง
กรุงเทพฯ มีพื้นที่สวนสาธารณะต่อประชากรเพียง 0.7 ตร.ม./คน เท่านั้น น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลคือ 15 ตร.ม./คน ขณะที่การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะถือว่าทำได้ยาก ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่เข้าถึงได้น้อยกว่า 30% ดังนั้นการบูรณาการการใช้พื้นที่เพื่อทุกคนอย่างเท่าเทียม อันเป็นรากฐานสำคัญของทุกสังคม จึงยังคงไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างการพัฒนาเมืองของเอเชีย จากภาพลักษณ์ “ป่าคอนกรีต” ปัจจุบันกลายเป็น “เมืองสีฟ้าและสีเขียว” โดยรัฐไม่ใช้คำว่า “มีแผน” แต่ใช้คำว่า “มีเป้าหมาย” เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาว่าพลเมืองจะต้องได้สวนสาธารณะยาวกว่า 400 กม. ต้องเข้าถึงแม่น้ำและชายฝั่งยาวกว่า 100 กม. และ 90% ของพลเมืองต้องเข้าถึงพื้นที่สีเขียวภายในการเดิน 10 นาที เพราะรัฐเข้าใจปรัชญาของพื้นที่สาธารณะ คือพื้นที่ของทุกคน เพื่อทุกคน
ตัวอย่างเช่น เกาะเซนโตซา ซึ่งเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ มีพื้นที่ติดริมน้ำให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจ โดยมีระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถโมโนเรล และกระเช้าลอยฟ้า บูรณาการทุกระบบเพื่อการเข้าถึงได้สะดวก สิงคโปร์ยังกีดกันการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แต่สนับสนุนการเดินเท้าและการใช้จักรยาน ก่อนจะเป็นขนส่งมวลชนสาธารณะ
สิงคโปร์เชื่อว่าความยั่งยืนของเมืองไม่ได้หมายถึงการพัฒนาพื้นที่ทางพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้เท่านั้น แต่การพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ใช้ร่วมกันต่างหาก คือความยั่งยืนที่แท้จริง
กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาส เต็มอิ่มไปด้วยสีสันของประเพณี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม แน่นอนการพัฒนากรุงเทพฯ จากการมองย้อนอดีต 234 ปีเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าโลกไม่เคยหยุดพัฒนา เวลาไม่เคยหยุดอยู่กับที่ หากเราไม่มีความมุ่งมั่นแก้หรือเยียวยาปัญหา โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่สาธารณะ จะทำให้ปัญหายิ่งรุนแรงและซับซ้อน ผูกปมจนไปถึงลูกหลาน ยิ่งทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสมากขึ้นทุกวัน
วันนี้เราไม่ควรพึ่งพาดวงเมืองเพียงอย่างเดียว ความมุ่งมั่นและเป้าหมายที่ชัดเจน น่าจะเป็นทางออกของกรุงเทพฯ ให้เรานับ 567... ต่อไป







