
รับเหมากระเตื้อง
โดย...นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส
โดย...นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส
ความคืบหน้าของการลงทุนภาครัฐมีมากขึ้น ซึ่งเป็นบวกกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แต่ในระยะสั้นมีความกังวลกับผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 2559 ของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างว่าอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนเหล็กที่สูงขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 ดังนั้นการซื้อเก็งกําไรจึงเน้นเข้ารับเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้างคาดว่าผลประกอบการกลุ่มเหล็กจะโดดเด่นมากในไตรมาสแรกปีนี้จากราคาที่ปรับขึ้นเพราะการผลิตตึงตัว ส่วนวัสดุก่อสร้างอื่นคาดกําไรสุทธิทรงตัวถึงเติบโตอ่อนตัว และมีความสามารถในการทำกำไรสูงกว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หุ้นเด่นคือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท ค้าเหล็กไทย (TMT)
ผลจากการที่รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสีเหลือง (ลาดพร้าว-สําโรง) มูลค่าเงินลงทุนถึง 1 แสนล้านบาท ขณะนี้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ต่างเตรียมความพร้อมหาผู้บริหารเดินรถ เพื่อร่วมมือกันเข้าประมูลงานในลักษณะที่เป็นรัฐร่วมกับเอกชน (พีพีพี) สําหรับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ได้มีการศึกษาจับมือกับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ส่วนบริษัท ช.การช่าง (CK) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM)
ผู้บริหาร STEC จะร่วมกับ BTS เข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (วงเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท) และสีเหลือง (วงเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท) และบริษัทจะเข้าประมูลโครงการรถไฟทางคู่ 4-5 เส้นทาง รวมกว่า 1 แสนล้านบาท และได้ซื้อเอกสารประมูลงานโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 มาแล้ว 2 กลุ่มงาน บริษัทตั้งเป้าที่จะชนะประมูลปีนี้ราว 3 หมื่นล้านบาท (ปัจจุบันมีงานในมือ 5.5 หมื่นล้านบาท)
ด้าน CK ผู้บริหารกล่าวว่า สนใจร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง รวมทั้งงานรัฐอื่นๆ เช่นกัน โดยจะจับมือกับ BEM ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) คาดว่าจะเปิดประกวดราคาสายสีชมพูและสีเหลืองได้ในเดือน มิ.ย. 2559 หลังจาก ครม.อนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559
ทั้งนี้ ทางบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ได้เปิดตัว แทนเดรฟ ซึ่งมีประสบการณ์เดินรถในฝรั่งเศส ฮ่องกง มุมไบ และออสเตรเลีย เข้ามาเป็นพันธมิตร และรายได้ปีนี้จะเป็นกว่า 6 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปี 2558 ที่มีรายได้ 4.9 หมื่นล้านบาท จากการรับรู้งานในมือ 2 แสนล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะมีงานใหม่เข้ามาไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท และเชื่อว่ารายได้ในปี 2560 จะก้าวกระโดดแตะระดับ 1.2-1.3 แสนล้านบาท ภายหลังได้งานใหญ่ของภาครัฐเข้ามามั่นใจว่าปีนี้จะพลิกมีกําไรจากปีก่อนขาดทุน 361.7 ล้านบาท เนื่องจากงานใหม่มีอัตรากําไร (มาร์จิ้น) สูงขึ้นเป็นกว่า 10% จากมาร์จิ้นงานเก่าอยู่ที่ 5-7% รวมถึงรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น
ส่วนความคืบหน้าทวายในระยะแรกในเมียนมาที่ ITD ได้ลงนามสัญญาสัมปทานจํานวน 27 ตร.กม. ขณะนี้รอรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ออกคําสั่งให้เริ่มงานในสิ้นเดือน มิ.ย. 2559 ซึ่งเลื่อนจากเดิม ก.พ. 2559 เนื่องจากรัฐบาลเดิมดําเนินการไม่ทัน หลังจากนั้นบริษัทจะเซ็นสัญญาเช่าที่ดินกับรัฐบาลเมียนมาระยะเวลา 75 ปี (50+25 ปี)
บริษัทยังคงได้ดําเนินงานเพราะได้มีการเซ็นสัญญารับงานนี้แล้ว โดยขณะนี้มีผู้แสดงความสนใจกว่า 80 ราย และมีผู้เข้ามาจองพื้นที่แล้วกว่า 10 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายเล็กรายละประมาณ 10 ไร่
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ไม่ได้ทําการวิเคราะห์หลักทรัพย์ ครอบคลุมหุ้น ITD แต่คาดว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงมีการเปิดประมูลโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ และควรติดตามผลการดําเนินงานบริษัทว่าจะทําตามที่กล่าวไว้ได้หรือไม่ อีกทั้งการลงทุนใน ITD จะมีลักษณะความผันแปรตามภาพภาวะของตลาดรวมตามลักษณะการเป็นหุ้นที่มี beta สูงนั่นเอง







