
กนง.จับตาแบงก์ลดดอกเบี้ย
สภาพัฒน์จี้ ธปท.ตามข้อมูลใกล้ชิดหลังแบงก์ลดดอกเบี้ยกู้นำนโยบาย คาดที่ประชุม กนง.รอซักยิบ
สภาพัฒน์จี้ ธปท.ตามข้อมูลใกล้ชิดหลังแบงก์ลดดอกเบี้ยกู้นำนโยบาย คาดที่ประชุม กนง.รอซักยิบ
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายแห่งได้ทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยลดดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ลง 0.25% ในช่วงต้นเดือน เม.ย. และมาปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ประเภทเบิกเกินบัญชี (MOR) และดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่ดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนั้น สศช.ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างไม่เป็นทางการว่า ขอให้ ธปท.ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดว่าเกิดความผิดปกติขึ้นในระบบการเงิน หรือเพราะธนาคารพาณิชย์ห่วงสถานการณ์ลูกค้าสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี
“ได้คุยอย่างไม่เป็นทางการกับ ธปท.ว่าขอให้ดูเรื่องนี้ เพราะคาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบหน้าในวันที่ 11 พ.ค.นี้ แบงก์ชาติในฐานะฝ่ายเลขาฯ กนง. คงต้องอธิบาย เพราะทุกคนคงถามเรื่องนี้ว่าเกิดอะไรผิดปกติหรือไม่” นายปรเมธี กล่าว
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่ธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงแต่ดอกเบี้ยนโยบายไม่เปลี่ยนแปลงนั้น มองว่าไม่ได้มีอะไรผิดปกติ เป็นเพียงเรื่องของ Market response (การตอบสนองของตลาด) ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ เป็นการปรับมาสู่จุดที่ควรจะเป็น เพราะถ้ายังคงมาร์จิ้นไว้ในระดับสูงก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อธนาคารนัก
ทั้งนี้ ในช่วงต้นเดือน เม.ย. ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ได้ปรับลดดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าเงินกู้รายใหญ่ชั้นดี (MLR) ลง 0.25% มาอยู่ที่ 6.25-6.275% และในสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ได้ประกาศลดดอกเบี้ยเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) และดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.25% มาอยู่ที่ 7.12% และ 7.62% ตามลำดับ ซึ่งธนาคารรายใหญ่ได้แสดงความเป็นห่วงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อยในภาวะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้รายงานผลการดำเนินงานของ กนง.สำหรับครึ่งหลังปี 2558 และแนวโน้มปี 2559 ให้ที่ประชุม ครม.ทราบ ซึ่งที่ประชุมไม่ได้มีข้อคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่ กนง.รายงาน เพราะเห็นว่าไม่ได้มีอะไรที่น่าเป็นห่วง
กระทรวงการคลังรายงานว่า กนง.ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับปี 2558 อัตราการขยายตัวอยู่ที่ 3.1% จากแรงขับเคลื่อนของภาครัฐ การบริโภคเอกชนและการส่งออกบริการเป็นสำคัญ แต่การส่งออกสินค้าจะยังทรงตัวในระดับต่ำตามแนวโน้มเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะจีนและเอเชียที่มีทิศทางชะลอตัว รวมทั้งราคายังอยู่ในระดับต่ำตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก
ด้าน กนง.เห็นว่า ในระยะต่อไปนโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรนอย่างเพียงพอและต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะดูแลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่ค่ากลางของเป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการเติบโตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจ และจะติดตามปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ภาวะตลาดเงินที่มีความไม่แน่นอน ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจภาพเศรษฐกิจการเงินจากพฤติกรรม Search for yield รวมทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันและผลของมาตรการทางการคลังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดย กนง.พร้อมจะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ







