
การจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด (Provincial Wellbeing Index) ตอนที่ 2
.....นคร สังขรัตน์
Distinctions must be kept in mind between quantity and quality of growth, between its costs and return, and between the short and the long run
“Goals for ‘more’ growth should specify more growth of what, and for what”. (Simon Kuznets, 1962)วันนี้ผมขอขึ้นต้นด้วยคำพูดของท่านศาสตราจารย์ ไซมอน คูซเนตส์ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันยูเครน ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 1971 ซึ่งท่านได้พบความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้กับ GNP ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
นั่นคือความเหลื่อมล้ำของรายได้ประชากรจะต่ำในประเทศที่มี GNP น้อย และจะมีค่ามากขึ้นเมื่อประเทศมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น หรือ GNP มีค่าสูงขึ้น จนกระทั่งคงที่ และจะมีค่าลดลงอีกครั้งเมื่อ GNP มีค่าสูงขึ้นไปอีก หรือรู้จักกันในชื่อ
“Kuznets Curve” โดยท่านศาสตราจารย์เน้นย้ำค่อนข้างมากถึงคุณภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นคือการเจริญเติบโตที่ดีคือการเจริญเติบโตที่ควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของประชากรที่สูงขึ้นแนวคิดในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นได้รับการพัฒนามาโดยลำดับ โดยในปี ค.ศ. 1989 มีความพยายามในการประเมินมูลค่าการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยการจัดทำ
“ดัชนีวัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Index of Sustainable Economics Welfare : ISEW)” เพื่อให้สามารถวัดความยั่งยืนของการพัฒนาและสวัสดิการทางเศรษฐกิจได้อย่างรอบด้านโดยมีการคํานึงถึงต้นทุนทางสังคม การเสื่อมค่าของทุนทางธรรมชาติ ผลของการกระจายรายได้ ตลอดจนมูลค่าของบริการที่ไม่ได้ผ่านระบบตลาด เช่น มูลค่าจากบริการสาธารณะ (เช่น ถนน ทางหลวง) มูลค่าจากการทํางานบ้าน และมูลค่าจากการพักผ่อน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1994 สถาบัน Redefining Progress ในรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พยายามวัดความก้าวหน้าของเศรษฐกิจอเมริกา โดยตัวชี้วัดที่มีแนวคิดคล้ายๆ กับดัชนี ISEW ที่มีชื่อว่า Genuine Progress Indicator (GPI) หรือดัชนีชี้วัดการพัฒนาที่แท้จริง โดยมีการคํานึงถึงต้นทุนความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้นทุนทางสังคม (เช่น ต้นทุนจากอาชญากรรม ต้นทุนของการแตกแยกของครอบครัว และต้นทุนของการไม่มีงานทํา เป็นต้น) และมูลค่าของบริการที่ไม่ผ่านตลาด (เช่น มูลค่าการทํางานสาธารณประโยชน์ และมูลค่าการทํางานบ้าน เป็นต้น)
โดยในปัจจุบันองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ได้มีความพยายามค้นหามาตรวัดใหม่ในการบ่งชี้ถึง
“ความเป็นอยู่ที่ดี” หรือ “ดัชนีความสุข” แทนการใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกใช้กัน เนื่องจากมาตรวัดดังกล่าวคำนวณจากปริมาณการผลิตสินค้าและบริการที่ไม่ได้รวมเอาผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อม การก่อให้เกิดปัญหาคอร์รัปชัน การทำลายความไว้วางใจที่มีต่อรัฐสภาและกฎหมาย รวมไปถึงการทำลายชีวิตครอบครัวนอกจากนี้ ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการจัดทำมาตรวัดเพื่อชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาประเทศที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยกรอบแนวคิดของโออีซีดีมองว่าประเทศจะก้าวหน้าได้จะขึ้นอยู่กับ 2 ส่วน นั่นคือ มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Human WellBeing) นั่นคือการมีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต อยู่ในสังคมที่มีคุณภาพ และอยู่ภายในระบอบการปกครองที่มีธรรมาภิบาล
ในขณะที่อีกปัจจัย คือ การมีสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศที่สมดุล (Ecological WellBeing) นั่นคือการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนจะต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และจะต้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการสร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ (Pollution)
ล่าสุด กลุ่มมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ หรือเนฟ (The New Economics Foundation NEF) รายงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับดัชนีความเป็นอยู่ที่ดีของพลเมืองในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเนฟได้คิดค้นดัชนีโลกมีสุข (The Happy Planet Index
– HPI) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศวิทยาของประชากรแต่ละประเทศ ในการบรรลุเป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขนั้นแตกต่างกันอย่างไร มีปัจจัยอะไรเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ทั้งยังชี้ให้เห็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวของประเทศต่างๆ ในการส่งเสริมความอยู่ดีมีสุข (Wellbeing) ของประชากร ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความจำกัดของทรัพยากรที่เราต้องพึ่งพาอาศัยโดยดัชนี HPI สร้างขึ้นจากตัวชี้วัด 3 องค์ประกอบ คือ อายุขัยเฉลี่ยของประชากร (Life Expectancy) รอยเท้าทางนิเวศ (Ecological Footprint) ซึ่งเป็นวิธีการวัดผลกระทบของกิจกรรมของมนุษย์ต่อโลกจากการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และความอยู่ดีมีสุขและความพึงพอใจในชีวิตของประชากร
สำหรับฉบับหน้าจะนำเสนอพัฒนาการและการประยุกต์ใช้ในการชี้วัดความอยู่ดีมีสุข หรือความสุขมวลรวมในประเทศไทย







