posttoday
การบินไทย-บินเพื่อชาติ

การบินไทย-บินเพื่อชาติ

05 สิงหาคม 2553

“เมืองไทยมีความเสี่ยงเสมอ ที่อาจจะทำให้การลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันหรือเอ็มโอยูที่เซ็นกับสายการบิน ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ต้องล้มเลิกไป แต่ผมจะต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของบริษัท การบินไทย” ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย (THAI) กล่าวอย่างหนักแน่น ถึงความตั้งใจที่จะผลักดันให้การร่วมลงทุนตั้งสายการบินโลว์คอสต์แห่งชาติ “ไทยไทเกอร์ แอร์เวยส์” เกิดขึ้นและเปิดบริการอย่างเป็นทางการได้ในเดือน มี.ค. 2554 แม้จะมีคนพยายามกีดกันไม่ให้สายการบินโลว์คอสต์สายใหม่นี้ เกิดมาแข่งขันกับสายการบินโลว์คอสต์บางรายก็ตาม

ปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า ตลาดสายการบินโลว์คอสต์เติบโตตลอดเวลาและโตเร็วที่สุด หากบริษัทไม่ร่วมทุนทำสายการบินโลว์คอสต์ ก็จะทำให้บริษัท การบินไทย และบริษัท นกแอร์ ที่บริษัท การบินไทย ถือหุ้นอยู่สัดส่วน 39% มีส่วนแบ่งการตลาดน้อยลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้การร่วมลงทุนครั้งนี้ยังเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย ทำให้ภาษีและผลประโยชน์ต่างๆ ตกอยู่ในประเทศ มิใช่ปล่อยให้สายการบินโลว์คอสต์คู่แข่งส่งเงินกลับประเทศจำนวนมาก

ทั้งนี้ เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา บริษัท การบินไทย และบริษัท นกแอร์ มีส่วนแบ่งในตลาดเส้นทางบินในประเทศรวมกันถึง 81% แต่มาถึงวันนี้ทั้งสองบริษัทเหลือส่วนแบ่งเพียง 50% ส่วนเส้นทางบินในภูมิภาคเอเชียนี้ที่เติบโตตลอดเวลา แต่การบินไทยกลับมีส่วนแบ่งลดลงจาก 42% เหลือเพียง 33%

ส่วนเสียงเรียกร้องหรือข้อเสนอให้การบินไทยทำธุรกิจสายการบินโลว์คอสต์เองนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะสายการบินโลว์คอสต์ต้องประหยัดมากๆ และระบบบริหารจัดการแตกต่างกับการบินไทยมาก หากบริหารเองโอกาสในการประสบความสำเร็จน้อยมาก เหมือนตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น บริตติซแอร์เวย์ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เคยทำมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ส่วนแควนตัสแอร์มีเจท แต่ก็ไม่ใช่โลว์คอสต์ที่แท้จริง ไม่เหมือนไทเกอร์ ที่ประหยัดต้นทุนจริงๆ

คาดว่าโลว์คอตส์แต่ละลำจะมีแอร์โฮตเต็ลเพียง 4 คน และทำหน้าที่ทุกอย่าง เพื่อให้เครื่องบินสามารถออกเดินทางได้รวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากการบินไทย

นอกจากนี้ หากการบินไทยไม่เข้าร่วมลงทุนกับไทเกอร์ฯ สายการบินโลว์คอสต์ของสิงคโปร์แห่งนี้ ก็สามารถเข้ามาทำโลว์คอสต์ในประเทศไทยได้เองในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหานอมินีมาถือหุ้นแทน หรืออาจจะเข้ามาถือหุ้นในสายการบินอื่นก็ได้ แต่การร่วมลงทุนครั้งนี้การบินไทยถือหุ้นรวม 51% ของทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และมีตัวแทนร่วมเป็นกรรมการอีก 3 คนจากทั้งหมด 5 คน ส่วนกรรมการของบริษัทไทเกอร์ฯ ก็มีประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) นายโทนี่ เดวิท ที่เก่งมาก และบริษัทการบินไทยจะมีส่วนร่วมกำหนดเส้นทางการบิน

ที่สำคัญบริษัท ไทเกอร์ แอร์เวย์ส แยกการบริหารออกจากสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์สอย่างเด็ดขาด และเกิดขึ้นพร้อมๆ กับนกแอร์ แต่ไทเกอร์ แอร์เวย์ส เติบโตเร็วมาก เพราะการจัดตั้ง บริษัทเกิดจากไรอัน แอร์ไลน์ ชวนสิงคโปร์แอร์ไลน์ เข้าร่วมทุนเท่านั้น และเป็นบริษัทเติบโตเร็วมาก หลังจากเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับบริษัทนกแอร์ แต่ถึงเวลานี้บริษัทใหญ่ขึ้นมามาก สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิงคโปร์เมื่อต้นปีนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ถึง 2.6 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัท การบินไทย มีมูลค่าหลักทรัพย์ 6.1 หมื่นล้านบาท

“ผมดูบริษัทการบินต่างประเทศหลายแห่ง เห็นแล้วว่าไทเกอร์ฯ ดีที่สุด ผมคุยเรื่องร่วมทุนมา 1 เดือน มีแนวความคิดเหมือนกัน เรามีศัตรูร่วมกัน และมองเห็นโอกาสทางการตลาด ตอนนี้คนไทยอีก 59 ล้านคน ยังไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ผมมั่นใจว่าเราลงทุน 100 ล้านบาท จะได้รับผลกลับคืนมาคุ้มค่าอย่างแน่นอน จะมีรายได้คืนทุนเร็วมาก แต่ตอบไม่ได้ว่ากี่ปี เชื่อว่าการร่วมทุนครั้งนี้ win win เราได้ผู้โดยสาร เขาได้เงิน แต่ยอมรับว่าธุรกิจการบินมีความเสี่ยงหากทำไม่สำเร็จแล้ว เงิน 100 ล้านที่ลงทุนไปก็จะสูญไป แต่การลงทุนแค่ 100 ล้านบาท แล้วทำให้ตลาดสายการบินโลว์คอสต์ปั่นป่วน แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว” ปิยสวัสดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไทยไทเกอร์ฯ จะไม่แย่งสิทธิใดๆของบริษัทการบินไทยและบริษัทนกแอร์ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงถึงผลกระทบ และที่ผ่านมาทั้งปีทั้งชาตินักการเมืองไม่เคยเป็นห่วงนกแอร์เลย ทำไมเพิ่งจะมาเป็นห่วงกันในตอนนี้

นอกจากนี้ บริษัท นกแอร์ ยังมีปัญหาต้องแก้ไขอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีจำนวนมากราย ทำให้การบริหารงานไม่คล่องตัว ฐานะการเงินก็ไม่ดีพอ และเครื่องบินไม่พอให้บริการ เรือบินที่เช่าจากการบินไทยก็เก่าเกินไป มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมาก ดังนั้นนกแอร์จะต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ ที่เครื่องบินมีไม่เพียงพอ และที่สำคัญตั้งแต่ผมเข้ามาบริหารงานในบริษัทการบินไทย 9 เดือนแล้วยังไม่เคยเห็นบริษัทนกแอร์ทำแผนธุรกิจหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจมาให้ดูเลย

สำหรับอนาคตของธุรกิจบริษัทการบินไทย หลังเปิดสายการบินไทย ไทเกอร์ คือ การบินไทยเน้นลูกค้าตลาดบน ส่วนไทยไทเกอร์ฯ ทำโลว์คอสต์ และถ้าเป็นไปได้จะให้บริษัทนกแอร์ อยู่ตรงกลาง

อย่างไรก็ตาม การถือหุ้นในบริษัท นกแอร์ 39% แต่บริษัท การบินไทย คุมการบริหารไม่ได้ทำให้ธุรกิจโตขึ้นลำบาก ที่ผ่านมาได้พยายามขอซื้อหุ้นในส่วนของธนาคารกรุงไทย 10% แล้วแต่การเจรจาไม่มีความคืบหน้า แต่ก็จะต้องพยายามกันต่อไป และหากไม่ได้ก็จะไม่ขายหุ้นทิ้ง จะนั่งทับอยู่ตรงนั้น ไม่อย่างนั้นจะมีคนอื่นเข้ามาถือหุ้นแทนและทำธุรกิจแข่งกับการบินไทย ส่วนเงินในการซื้อหุ้นนกแอร์อีก 10% จะเป็นจำนวนเท่าไรนั้นก็จำไม่ได้แล้ว แต่คงไม่ต่างกันมากนักกับการลงทุน ในไทยไทเกอร์ฯถึง50%

ส่วนแผนการตลาดของโลว์คอสต์ขณะนี้ยังไม่ขอเปิดเผยก่อน เดี๋ยวคู่แข่งจะรู้ แต่จะบินทับเส้นทางของคู่แข่ง (สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย) จะได้ไม่เสียเวลาในการจัดตารางเที่ยวบิน ส่วนราคาของบัตรโดยสารจะเป็นราคาที่สามารถแข่งขันได้ แต่ยืนยันได้ว่า เราไม่โง่ที่จะบินทับเส้นทางของบริษัท การบินไทย และบริษัท นกแอร์ ตอนนี้โลว์คอสต์มีส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาค 17% และตลาดในประเทศ ของบริษัทอื่น 50% แต่ไม่ใช่ของนกแอร์ เชื่อว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยีของไทเกอร์ มาใช้ และใช้เครื่องบินเช่า จะมีรายได้ถึงจุดคุ้มทุนที่เร็วมาก ปัจจุบันไทเกอร์มีการเชื่อมโยงระบบและ ใช้อินเทอร์เน็ตถึง97%

 

“เราเอาตลาดของคู่แข่งเป็นหลัก แต่จะไปที่ไหนขอดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อน เส้นทางในประเทศ บางเส้นทางที่มีผู้โดยสารมาก เราก็จะบินในเส้นทางและเวลาเดียวกันกับสายการบินโลว์คอสต์คู่แข่ง ส่วนเส้นทางที่เคยบอกว่าจะให้นกแอร์บิน เราก็อาจจะเอากลับมาบินเอง ส่วนในต่างประเทศ เช่น อินเดีย เราไม่ยกเส้นทางที่เราบินดีอยู่แล้วให้กับไทยไทเกอร์ฯ แต่อาจจะไปเมืองอื่นแทน รวมถึงสิงคโปร์และมาเก๊าด้วย เพราะไม่มีเรือบินไป ส่วนฮ่องกงมี 2 ตลาด ส่วนโลว์คอสต์คู่แข่งก็แย่งตลาดไปได้เยอะแล้ว

ปิยสวัสดิกล่าวยืนยันอีกครั้งว่าการบินไทยไม่ได้เร่งรีบเซ็นเอ็มโอยูร่วมลงทุนทำโลว์คอสต์ เรื่องนี้มีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 16 ก.ค. ซึ่งบอร์ดได้อนุมัติให้ทำร่างบันทึกความเข้าใจกับสายการบินไทเกอร์ แอร์เวยส์ หลังจากนั้นมีการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และผมได้ไปอธิบายให้ นายกรณ์ จาติกวณิชย์ รมว.คลัง และนายโสภณ ซารัมย์รมว.คมนาคมทราบเรื่อง ซึ่งนายกรณ์แสดงความตื่นเต้นด้วยซ้ำไป ส่วนนายอำพน กิตติอำพน ในฐานะประธานคณะกรรมการ ไปคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้นก็ เป็นการบังเอิญ ประธานบอร์ดนัดกรรมการจะเลี้ยงวันเกิดให้กับกรรมการที่เกิดในเดือนก.ค. ซึ่งมีอยู่หลายคน ก็ถือโอกาสบอกยกเลิกงานเลี้ยง วันเลี้ยง มาประชุมคณะกรรมการแทน แต่ยอมรับรีบเซ็นเอ็มโอยูในวันจันทร์ที่ 2 ส.ค. ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ตอนแรกนัดจะเซ็นวันที่ 9 ก.ค. เพื่อให้เวลาบริษัทไทเกอร์ฯสะสางเรื่องทุกอย่าง แต่เกรงว่าข่าวจะรั่วออกไปแล้วอาจจะทำให้การร่วมทุนล้มเหลวลง จึงต้องป้องกันไว้ก่อน

 

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์บริษัทการบินไทยดีขึ้นมาก แม้จะยังมีปัญหาต้องแก้ ต้องทำอีกมาก แต่จะต้องทำทุกเรื่องไปพร้อมๆกัน ไม่สามารถทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อน ทั้งเรื่องการปราบคอรัปชัน ซึ่งที่ผ่านมา มีการลงโทษพนักงานระดับล่างตั้งมากแล้ว ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาในส่วนของผู้บริหาร และจะต้องลงโทษหรือเอาผิดให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้รอด หรือผลการสอบสวนไม่คืบหน้าเหมือนที่ผ่านมา มิเช่นนั้นปัญหานี้จะหมดถาวรไม่ได้

 

ส่วนเรื่องเครื่องบิน ที่มีการซื้อกระปริดกระปอย และมีหลายรุ่น เชื่อว่าระบบเช่าซื้อจะดีกว่าการซื้อเครื่องบิน เพื่อลดภาระหนี้และทราบต้นทุนที่แน่นอน ต่อไป ก็จะต้องวางแผนเรื่องเครื่องบินระยะยาว 1015 ปี ด้านรายได้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

“ผมเชื่อว่าทุกอย่างของบริษัท การบินไทย จะดีขึ้น แต่ขออย่างเดียวอย่าให้นักการเมืองเข้ามาวุ่น ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของรัฐวิสาหกิจไทย” ปิยสวัสดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ