
การบินไทย-บินเพื่อชาติ
“
เมืองไทยมีความเสี่ยงเสมอ ที่อาจจะทำให้การลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันหรือเอ็มโอยูที่เซ็นกับสายการบิน ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ต้องล้มเลิกไป แต่ผมจะต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของบริษัท การบินไทย” ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย (THAI) กล่าวอย่างหนักแน่น ถึงความตั้งใจที่จะผลักดันให้การร่วมลงทุนตั้งสายการบินโลว์คอสต์แห่งชาติ “ไทยไทเกอร์ แอร์เวยส์” เกิดขึ้นและเปิดบริการอย่างเป็นทางการได้ในเดือน มี.ค. 2554 แม้จะมีคนพยายามกีดกันไม่ให้สายการบินโลว์คอสต์สายใหม่นี้ เกิดมาแข่งขันกับสายการบินโลว์คอสต์บางรายก็ตามปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า ตลาดสายการบินโลว์คอสต์เติบโตตลอดเวลาและโตเร็วที่สุด หากบริษัทไม่ร่วมทุนทำสายการบินโลว์คอสต์ ก็จะทำให้บริษัท การบินไทย และบริษัท นกแอร์ ที่บริษัท การบินไทย ถือหุ้นอยู่สัดส่วน 39% มีส่วนแบ่งการตลาดน้อยลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้การร่วมลงทุนครั้งนี้ยังเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย ทำให้ภาษีและผลประโยชน์ต่างๆ ตกอยู่ในประเทศ มิใช่ปล่อยให้สายการบินโลว์คอสต์คู่แข่งส่งเงินกลับประเทศจำนวนมาก
ทั้งนี้ เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา บริษัท การบินไทย และบริษัท นกแอร์ มีส่วนแบ่งในตลาดเส้นทางบินในประเทศรวมกันถึง 81% แต่มาถึงวันนี้ทั้งสองบริษัทเหลือส่วนแบ่งเพียง 50% ส่วนเส้นทางบินในภูมิภาคเอเชียนี้ที่เติบโตตลอดเวลา แต่การบินไทยกลับมีส่วนแบ่งลดลงจาก 42% เหลือเพียง 33%
ส่วนเสียงเรียกร้องหรือข้อเสนอให้การบินไทยทำธุรกิจสายการบินโลว์คอสต์เองนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะสายการบินโลว์คอสต์ต้องประหยัดมากๆ และระบบบริหารจัดการแตกต่างกับการบินไทยมาก หากบริหารเองโอกาสในการประสบความสำเร็จน้อยมาก เหมือนตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น บริตติซแอร์เวย์ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เคยทำมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ส่วนแควนตัสแอร์มีเจท แต่ก็ไม่ใช่โลว์คอสต์ที่แท้จริง ไม่เหมือนไทเกอร์ ที่ประหยัดต้นทุนจริงๆ
คาดว่าโลว์คอตส์แต่ละลำจะมีแอร์โฮตเต็ลเพียง 4 คน และทำหน้าที่ทุกอย่าง เพื่อให้เครื่องบินสามารถออกเดินทางได้รวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากการบินไทย
นอกจากนี้ หากการบินไทยไม่เข้าร่วมลงทุนกับไทเกอร์ฯ สายการบินโลว์คอสต์ของสิงคโปร์แห่งนี้ ก็สามารถเข้ามาทำโลว์คอสต์ในประเทศไทยได้เองในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหานอมินีมาถือหุ้นแทน หรืออาจจะเข้ามาถือหุ้นในสายการบินอื่นก็ได้ แต่การร่วมลงทุนครั้งนี้การบินไทยถือหุ้นรวม 51% ของทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และมีตัวแทนร่วมเป็นกรรมการอีก 3 คนจากทั้งหมด 5 คน ส่วนกรรมการของบริษัทไทเกอร์ฯ ก็มีประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) นายโทนี่ เดวิท ที่เก่งมาก และบริษัทการบินไทยจะมีส่วนร่วมกำหนดเส้นทางการบิน
ที่สำคัญบริษัท ไทเกอร์ แอร์เวย์ส แยกการบริหารออกจากสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์สอย่างเด็ดขาด และเกิดขึ้นพร้อมๆ กับนกแอร์ แต่ไทเกอร์ แอร์เวย์ส เติบโตเร็วมาก เพราะการจัดตั้ง บริษัทเกิดจากไรอัน แอร์ไลน์ ชวนสิงคโปร์แอร์ไลน์ เข้าร่วมทุนเท่านั้น และเป็นบริษัทเติบโตเร็วมาก หลังจากเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับบริษัทนกแอร์ แต่ถึงเวลานี้บริษัทใหญ่ขึ้นมามาก สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิงคโปร์เมื่อต้นปีนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ถึง 2.6 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัท การบินไทย มีมูลค่าหลักทรัพย์ 6.1 หมื่นล้านบาท
“
ผมดูบริษัทการบินต่างประเทศหลายแห่ง เห็นแล้วว่าไทเกอร์ฯ ดีที่สุด ผมคุยเรื่องร่วมทุนมา 1 เดือน มีแนวความคิดเหมือนกัน เรามีศัตรูร่วมกัน และมองเห็นโอกาสทางการตลาด ตอนนี้คนไทยอีก 59 ล้านคน ยังไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ผมมั่นใจว่าเราลงทุน 100 ล้านบาท จะได้รับผลกลับคืนมาคุ้มค่าอย่างแน่นอน จะมีรายได้คืนทุนเร็วมาก แต่ตอบไม่ได้ว่ากี่ปี เชื่อว่าการร่วมทุนครั้งนี้ win win เราได้ผู้โดยสาร เขาได้เงิน แต่ยอมรับว่าธุรกิจการบินมีความเสี่ยงหากทำไม่สำเร็จแล้ว เงิน 100 ล้านที่ลงทุนไปก็จะสูญไป แต่การลงทุนแค่ 100 ล้านบาท แล้วทำให้ตลาดสายการบินโลว์คอสต์ปั่นป่วน แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว” ปิยสวัสดิ์ กล่าวอย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไทยไทเกอร์ฯ จะไม่แย่งสิทธิใดๆของบริษัทการบินไทยและบริษัทนกแอร์ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงถึงผลกระทบ และที่ผ่านมาทั้งปีทั้งชาตินักการเมืองไม่เคยเป็นห่วงนกแอร์เลย ทำไมเพิ่งจะมาเป็นห่วงกันในตอนนี้
นอกจากนี้ บริษัท นกแอร์ ยังมีปัญหาต้องแก้ไขอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีจำนวนมากราย ทำให้การบริหารงานไม่คล่องตัว ฐานะการเงินก็ไม่ดีพอ และเครื่องบินไม่พอให้บริการ เรือบินที่เช่าจากการบินไทยก็เก่าเกินไป มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมาก ดังนั้นนกแอร์จะต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ ที่เครื่องบินมีไม่เพียงพอ และที่สำคัญตั้งแต่ผมเข้ามาบริหารงานในบริษัทการบินไทย 9 เดือนแล้วยังไม่เคยเห็นบริษัทนกแอร์ทำแผนธุรกิจหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจมาให้ดูเลย
สำหรับอนาคตของธุรกิจบริษัทการบินไทย หลังเปิดสายการบินไทย ไทเกอร์ คือ การบินไทยเน้นลูกค้าตลาดบน ส่วนไทยไทเกอร์ฯ ทำโลว์คอสต์ และถ้าเป็นไปได้จะให้บริษัทนกแอร์ อยู่ตรงกลาง
อย่างไรก็ตาม การถือหุ้นในบริษัท นกแอร์ 39% แต่บริษัท การบินไทย คุมการบริหารไม่ได้ทำให้ธุรกิจโตขึ้นลำบาก ที่ผ่านมาได้พยายามขอซื้อหุ้นในส่วนของธนาคารกรุงไทย 10% แล้วแต่การเจรจาไม่มีความคืบหน้า แต่ก็จะต้องพยายามกันต่อไป และหากไม่ได้ก็จะไม่ขายหุ้นทิ้ง จะนั่งทับอยู่ตรงนั้น ไม่อย่างนั้นจะมีคนอื่นเข้ามาถือหุ้นแทนและทำธุรกิจแข่งกับการบินไทย ส่วนเงินในการซื้อหุ้นนกแอร์อีก 10% จะเป็นจำนวนเท่าไรนั้นก็จำไม่ได้แล้ว แต่คงไม่ต่างกันมากนักกับการลงทุน ในไทยไทเกอร์ฯถึง50%
ส่วนแผนการตลาดของโลว์คอสต์ขณะนี้ยังไม่ขอเปิดเผยก่อน เดี๋ยวคู่แข่งจะรู้ แต่จะบินทับเส้นทางของคู่แข่ง (สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย) จะได้ไม่เสียเวลาในการจัดตารางเที่ยวบิน ส่วนราคาของบัตรโดยสารจะเป็นราคาที่สามารถแข่งขันได้ แต่ยืนยันได้ว่า เราไม่โง่ที่จะบินทับเส้นทางของบริษัท การบินไทย และบริษัท นกแอร์ ตอนนี้โลว์คอสต์มีส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาค 17% และตลาดในประเทศ ของบริษัทอื่น 50% แต่ไม่ใช่ของนกแอร์ เชื่อว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยีของไทเกอร์ มาใช้ และใช้เครื่องบินเช่า จะมีรายได้ถึงจุดคุ้มทุนที่เร็วมาก ปัจจุบันไทเกอร์มีการเชื่อมโยงระบบและ ใช้อินเทอร์เน็ตถึง97%
“
เราเอาตลาดของคู่แข่งเป็นหลัก แต่จะไปที่ไหนขอดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อน เส้นทางในประเทศ บางเส้นทางที่มีผู้โดยสารมาก เราก็จะบินในเส้นทางและเวลาเดียวกันกับสายการบินโลว์คอสต์คู่แข่ง ส่วนเส้นทางที่เคยบอกว่าจะให้นกแอร์บิน เราก็อาจจะเอากลับมาบินเอง ส่วนในต่างประเทศ เช่น อินเดีย เราไม่ยกเส้นทางที่เราบินดีอยู่แล้วให้กับไทยไทเกอร์ฯ แต่อาจจะไปเมืองอื่นแทน รวมถึงสิงคโปร์และมาเก๊าด้วย เพราะไม่มีเรือบินไป ส่วนฮ่องกงมี 2 ตลาด ส่วนโลว์คอสต์คู่แข่งก็แย่งตลาดไปได้เยอะแล้วปิยสวัสดิกล่าวยืนยันอีกครั้งว่าการบินไทยไม่ได้เร่งรีบเซ็นเอ็มโอยูร่วมลงทุนทำโลว์คอสต์ เรื่องนี้มีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 16 ก.ค. ซึ่งบอร์ดได้อนุมัติให้ทำร่างบันทึกความเข้าใจกับสายการบินไทเกอร์ แอร์เวยส์ หลังจากนั้นมีการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และผมได้ไปอธิบายให้ นายกรณ์ จาติกวณิชย์ รมว.คลัง และนายโสภณ ซารัมย์รมว.คมนาคมทราบเรื่อง ซึ่งนายกรณ์แสดงความตื่นเต้นด้วยซ้ำไป ส่วนนายอำพน กิตติอำพน ในฐานะประธานคณะกรรมการ ไปคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้นก็ เป็นการบังเอิญ ประธานบอร์ดนัดกรรมการจะเลี้ยงวันเกิดให้กับกรรมการที่เกิดในเดือนก.ค. ซึ่งมีอยู่หลายคน ก็ถือโอกาสบอกยกเลิกงานเลี้ยง วันเลี้ยง มาประชุมคณะกรรมการแทน แต่ยอมรับรีบเซ็นเอ็มโอยูในวันจันทร์ที่ 2 ส.ค. ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ตอนแรกนัดจะเซ็นวันที่ 9 ก.ค. เพื่อให้เวลาบริษัทไทเกอร์ฯสะสางเรื่องทุกอย่าง แต่เกรงว่าข่าวจะรั่วออกไปแล้วอาจจะทำให้การร่วมทุนล้มเหลวลง จึงต้องป้องกันไว้ก่อน
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์บริษัทการบินไทยดีขึ้นมาก แม้จะยังมีปัญหาต้องแก้ ต้องทำอีกมาก แต่จะต้องทำทุกเรื่องไปพร้อมๆกัน ไม่สามารถทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อน ทั้งเรื่องการปราบคอรัปชัน ซึ่งที่ผ่านมา มีการลงโทษพนักงานระดับล่างตั้งมากแล้ว ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาในส่วนของผู้บริหาร และจะต้องลงโทษหรือเอาผิดให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้รอด หรือผลการสอบสวนไม่คืบหน้าเหมือนที่ผ่านมา มิเช่นนั้นปัญหานี้จะหมดถาวรไม่ได้
ส่วนเรื่องเครื่องบิน ที่มีการซื้อกระปริดกระปอย และมีหลายรุ่น เชื่อว่าระบบเช่าซื้อจะดีกว่าการซื้อเครื่องบิน เพื่อลดภาระหนี้และทราบต้นทุนที่แน่นอน ต่อไป ก็จะต้องวางแผนเรื่องเครื่องบินระยะยาว 1015 ปี ด้านรายได้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
“
ผมเชื่อว่าทุกอย่างของบริษัท การบินไทย จะดีขึ้น แต่ขออย่างเดียวอย่าให้นักการเมืองเข้ามาวุ่น ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของรัฐวิสาหกิจไทย” ปิยสวัสดิ์ กล่าวทิ้งท้าย






