
เอฟทีเอหนุน3ธุรกิจระยะสั้น
เครื่องใช้ไฟฟ้ายานยนต์อิเล็กฯ ระยะยาวมีปัญหาด้านยุทธศาสตร์
โพสต์ทูเดย์
— ประเมินเปิดเสรีการค้า (FTA) ผลดีระยะสั้นต่อ 3 กลุ่ม ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน แต่ระยะยาวไทยยังมีปัญหาด้านยุทธศาสตร์ในการแข่งขันนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา
“FTA โอกาสและความท้าทายผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง” ว่า เมื่อมีการเปิดเสรีการค้าบางประเภทอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ แต่ 3 ธุรกิจ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน จะได้รับผลประโยชน์ในระยะสั้น เนื่องจากมีมูลค่าการส่งออกในสัดส่วนที่สูงผลในด้านการค้าต่อกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะทำให้มีโอกาสขยายตลาดส่งออกภายใต้การเปิดเสรีในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน แต่ก็อาจมีสินค้าราคาถูกนำเข้าจากจีนมาแข่งขันในประเทศมากขึ้น ซึ่งจีนเองเริ่มพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มีตราสินค้าและเริ่มเป็นที่แพร่หลาย
สำหรับผลด้านการลงทุนของกลุ่มนี้ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจลงทุนในไทย เพื่อใช้ประโยชน์จาก FTA
ในระยะสั้นสินค้าในกลุ่มนี้ไทยอาจได้รับประโยชน์ แต่หลังเปิดเสรีทำให้บริษัทข้ามชาติพิจารณารวมศูนย์การผลิตสินค้าไว้ในประเทศใดประเทศหนึ่งในอาเซียน ขณะที่สินค้าบางประเภท ไทยมีความน่าดึงดูดน้อยลงในสายตาของนักลงทุน เช่น โครงสร้างทางภาษี หากเป็นสินค้านำเข้าสำเร็จรูป ภาษี 0% ถูกกว่าการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบเอง รวมไปถึงภาษีการนำเข้าวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็ก ยังสูง ทำให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ยาก
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง ต้นทุนแรงงานเริ่มสูงกว่าบางประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม
ทางด้านของยานยนต์จะมีปัญหาเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่ของไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม ขาดแคลนแรงงานฝีมือ และนโยบายของภาครัฐควรมีความชัดเจนและสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงาน โดยให้เอกชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย หรือรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ได้เชิญผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาร่วมฟังเสวนา เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีการเติบโตที่สูง ซึ่งการที่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์จะมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจำเป็นจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์อยากให้ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ได้เข้ารับฟังข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของการเข้ามาระดมทุนจากผู้ประกอบการที่เข้ามาจดทะบียนแล้ว คือ บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT โดยในช่วงก่อนที่ SMT จะเข้าจดทะเบียนมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 1,800 ล้านบาท แต่เข้าจดทะเบียนไม่ถึง 1 ปี มาร์เก็ตแคปปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4,800 ล้านบาท นับว่ามีอัตราการเติบโตที่สูง
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์จึงอยากให้ผู้ประกอบการเหล่านี้หันมาใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางในการระดมทุนเพื่อให้บริษัทมีอัตราการเติบโตที่สูง เพราะการที่ผู้ประกอบการจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ซึ่งเข้มงวดกับการปล่อยกู้มากและอาจจะไม่ปล่อยกู้ ทำให้การขยายธุรกิจเป็นไปได้ช้าและบริษัทเติบโตช้าเช่นกัน
ภายหลังจากที่บริษัทได้มีการเข้ามาจดทะเบียนแล้ว ทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือ ได้เปรียบในการต่อรองราคา และทำให้ได้พนักงานที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงาน รวมถึงธนาคารพาณิชย์ก็ต้องการที่จะปล่อยเงินกู้







