posttoday
‘สุวิน ไกรภูเบศ’ การลงทุนต้องรู้จักรอและพอ

‘สุวิน ไกรภูเบศ’ การลงทุนต้องรู้จักรอและพอ

22 เมษายน 2559

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ก่อนที่จะรู้จัก “สุวิน ไกรภูเบศ” วัย 48 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ผ่านชีวิตการลงทุนในตลาดหุ้นมาแล้วตั้งแต่ปี 2532 เมื่อครั้งยังเป็นนิสิตอยู่ปี 6 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะรู้สึกเพียงว่าเล่นหุ้นตอนนั้นเป็นเรื่องที่ดูเท่ จึงไปขอเงินที่บ้านมา 2 แสนบาท และเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ที่เชียงใหม่พร้อมกับเพื่อนอีก 2-3 คน

หุ้นแรกที่ซื้อคือ บริษัท ไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ (TGCI) ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่การตลาด พอผ่านไป 2-3 วัน ก็ปรากฏว่าหุ้นขึ้นมา 3-5% ดีใจกันมาก เพราะตอนนั้นมองว่าเป็นวัยรุ่นแล้วสามารถหาเงินกันได้เอง และหาได้ง่ายด้วย แถมยังไปเจออาจารย์ในคณะที่เป็นโบรกเกอร์ด้วย จากนั้นหุ้นก็นิ่งไปสักพักใหญ่ สุดท้ายตัดสินใจขายเพราะต้องไปทำงานใช้ทุนแล้ว เหลือเงินเพียง 5 หมื่นบาท และเงินต้นที่ใช้ลงทุนหายไป 1.5 แสนบาท และไม่กลับไปลงทุนหุ้นอีกเลย

ข้อคิดที่ได้จากตอนนั้นคือ ทำให้รู้เลยว่าการเล่นหุ้นตอนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

จนทำงานได้รับเงินเดือนคุณหมอที่ไม่ได้สูงมากและเปิดคลินิกเป็นของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ทำงานขายเสื้อผ้า ทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วย เพราะมีความใฝ่ฝันว่าจะต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเองให้ได้อย่างหนึ่ง

หลังแต่งงานก็ต้องให้ภรรยาเป็นคนเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน เพราะทำงานทั้งโรงพยาบาลเอกชน คลินิก เพื่อเก็บเงินฝากดอกเบี้ยจากธนาคาร ซึ่งเมื่อก่อนได้ดอกเบี้ยสูงมาก ขณะเดียวกันก็สร้างโรงงานเพื่อผลิตเสื้อผ้า จนขยายไปสู่ธุรกิจเครื่องสำอาง จากนั้นก็เอาเพียงกำไรไปขยายธุรกิจต่อทำให้ไม่ได้มีการลงทุนในสินทรัพย์อื่นอีก หลักการสำคัญของเขาคือ ต้องเก็บสภาพคล่องหรือรักษากระแสเงินสดไว้กับเรามากที่สุด จะไม่กู้เงิน การขยายธุรกิจก็จะมาจากกำไรจากการดำเนินงานเป็นหลัก

สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ ซื้อหุ้นกู้ที่เลือกมีการจัดอันดับเครดิตที่ดี และซื้ออสังหาริมทรัพย์ในแบบทาวน์เฮาส์บ้านเดี่ยวและที่ดิน ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากที่ดูที่ดินรองรับการขยายสาขาหรือตั้งสำนักงาน ทำเลส่วนใหญ่ที่เลือกคือ ราคาต้องไม่แพงเกิน ไม่ไกลจากโซนเมือง รวมถึงซื้อกองทุนรวม

เขาเริ่มศึกษาการลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง เมื่อ BEAUTY จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น สิ่งที่เป็นหลักการลงทุนสำหรับการกลับมาครั้งที่ 2 คือ ต้องเข้าใจในสิ่งที่ลงทุน รู้จักบริษัทและหุ้นตัวนั้นดีกว่าเขาทำธุรกิจอะไร ที่สำคัญที่สุดคือ การรอให้เป็น เพราะส่วนใหญ่จังหวะการเข้าซื้อมักจะรอเหตุการณ์วิกฤตหรือราคาปรับลงมาก่อน และตั้งเป้าไว้ถ้ามีส่วนต่างการทำกำไรได้ 10-20% ก็จะขายทำกำไรทันที

หุ้นที่กลับมาลงทุนตัวแรกคือหุ้นที่เกี่ยวกับการเกษตรและอาหารเพราะมีความเข้าใจง่าย และช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ตอนนั้นลงไป 1 เดือน ราคาหุ้นก็กลับเพิ่มขึ้นมาและได้ส่วนต่างกำไรมาประมาณ 5 แสนบาท และพาครอบครัวไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น จากนั้นก็มีบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ที่เข้าไปซื้อเมื่อราคา 230 บาท และพอราคาปรับเพิ่มขึ้น 240 บาท กำไร 10% ก็ขาย ที่ชอบหุ้นนี้เพราะปัจจัยพื้นฐานดีเป็นเจ้าของตลาด รายได้มีการเติบโตต่อเนื่อง และกำลังมีการขยายงาน

นอกจากนั้น ก็มีเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) ล่าสุด เพราะเห็นว่าราคาน้ำมันปรับลงมาเยอะก็เข้าไปเก็บที่ราคา 200 บาท เพราะนานๆ ใครจะเห็น PTT ต่ำกว่า 200 บาท และขายที่ 240 บาท

“กลับมาคราวนี้ผมรู้จักพอกับสิ่งที่ได้ กำไรน้อยแต่ต้องไม่ขาดทุน เน้นเลือกหุ้นปัจจัยพื้นฐาน ที่รู้จักและเข้าใจในธุรกิจนั้น จากนั้นศึกษาเรื่องอัตราราคาต่อกำไร (พี/อี) ศึกษากราฟ”

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของผู้บริหารคนนี้ 40% เป็นเงินสดหรือซื้อกองทุนเปิดที่มีการซื้อขายออกได้ไว้ 25% แบ่งเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ปกติจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 7-8% รวมถึงหุ้นกู้ที่มี 22% ซึ่งเป็นทั้งหุ้นกู้และกองทุนตราสารหนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนที่รู้จัก มีอันดับเครดิตดี และจ่ายดอกเบี้ยดีในระดับหนึ่ง และหุ้น 5%

ตอนนี้สอนลูกสองคนให้รู้จักประหยัด เพราะเชื่อว่าการประหยัดเป็นจุดเริ่มต้นของการออมได้ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท