posttoday
ขายตรงคึกสวนศก.ซบแห่เป็นอาชีพเสริม11ล้านคน

ขายตรงคึกสวนศก.ซบแห่เป็นอาชีพเสริม11ล้านคน

22 เมษายน 2559

ธุรกิจขายตรงในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีความคึกคักสวนกระแสกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว

โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ธุรกิจขายตรงในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีความคึกคักสวนกระแสกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว โดยมีปัจจัยจากคนไทยจำนวน  มากสมัครเข้าสู่การเป็นนักธุรกิจ เพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้ ตัวเลขนักธุรกิจรายใหม่จึงเติบโตถึง 5% จากปี 2558 มีนักธุรกิจขายตรงอยู่ในระบบ 11 ล้านคน

ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจขายตรงในช่วง 4 เดือนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายของสมาชิกของสมาคม 34 บริษัท โดยเฉลี่ยมีรายได้เติบโต 5% และมั่นใจว่าทั้งปีตลาดมูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 3-5% หรือราว 3,000 ล้านบาท ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจขายตรงสามารถกลับมาเติบโต มีปัจจัยมาจากมีผู้สมัครเป็นนักธุรกิจมากขึ้นและการซื้อสินค้าขายตรงใช้ซ้ำ

ทั้งนี้ ทิศทางในอีก 5 ปีข้างหน้า (2559-2563) มี 2 เจเนอเรชั่นที่จะเข้าสู่อาชีพขายตรงเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย กลุ่มเจนวายอายุ 22-36 ปี และเจนแซด 18-21 ปี เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 50% ในระบบขายตรง เพราะสามารถบริหารเวลาทำงานประจำและธุรกิจขายตรงเป็นอาชีพเสริมรายได้ ส่วนเจนเอ็กซ์อายุ 37-51 ปี และเจนบี 52-71 ปี มีแนวโน้มลดลงจาก 70% เป็นเหลือ 50%

ขณะที่ผลการสำรวจศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) จากกลุ่มตัวอย่าง 1,951 ตัวอย่าง พบว่า ผู้ที่มีประสบการณ์การใช้สินค้าขายตรงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยประเภทสินค้าขายตรงที่เคยใช้มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 41.7% ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม 41.5% และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวหรือของใช้ประจำวัน 27.6% พบว่ากลุ่มผู้ใช้ 45.8% เมื่อเปรียบเทียบสินค้าขายตรงกับสินค้าทั่วไป พบว่ามีความพึงพอใจสินค้าขายตรงมากกว่าในด้านคุณภาพ บริการหลังการขาย และระบบการรับประกันสินค้า

สำหรับกลยุทธ์ตลาดในปีนี้ กลุ่มผู้ประกอบการขายตรงต้องนำจุดแข็งทางด้านคุณภาพของสินค้าเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป แต่ขณะเดียวกันสามารถทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูงใจให้ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าทั่วไปหันมาซื้อสินค้าขายตรง เพราะมีราคาถูกลงช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าทดลองใช้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ต้องเพิ่มประสิทธิภาพบริการหลังการขาย
 
ธน หาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการ SAB กล่าวว่า การประเมินคุณลักษณะและภาพลักษณ์ต่างๆ ของผู้จำหน่ายสินค้าขายตรง 13 ด้าน ภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรงมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ พบว่านักธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับการอบรมมีศิลปะการจำหน่ายสินค้า จึงไม่ได้สร้างความรู้สึกกดดันต่อการซื้อสินค้า 65.2% และมีความรับผิดชอบเมื่อซื้อสินค้าแล้วมีปัญหา 75.4% พร้อมกับมีบริการติดตามผลในการซื้อสินค้าถึง 76% นอกจากนี้สินค้ายังมีความน่าเชื่อถือ 78.7%

ในด้านช่องทางจำหน่ายสินค้าและช่องทางการสื่อสาร แนวโน้มตลาดขายตรงไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับระบบออนไลน์และโซเชียลมีเดียมากขึ้น พบว่า สื่อฟรีทีวียังเป็นช่องทางอันดับหนึ่ง แต่โซเชียลมีเดียโดยเฉพาะเฟซบุ๊กและไลน์ขยับขึ้นมามีบทบาทและมีอิทธิพลด้านข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้นมากกว่าสื่อวิทยุและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มเจนวายและเจนแซด

นอกจากนี้ การสำรวจพบว่า ผู้บริโภค 17% ที่เชื่อมั่นการสั่งสินค้าออนไลน์ ในขณะที่กลุ่มที่ ไม่เชื่อมั่นและไม่แน่ใจมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน 40% ทั้งนี้เฉลี่ยแล้วกลุ่มตัวอย่างใช้เวลาในการใช้โซเชียล มีเดีย 7 ชั่วโมง/วัน/คน หากธุรกิจขายตรงสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น ดึงจุดเด่นด้านคุณภาพสินค้า การรับประกันสินค้า บริการหลังการขาย ยิ่งผลักดันให้ตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น

ปีนี้ทางสมาคมการขายตรงไทยจัดทำการสำรวจเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง 2 เรื่อง ได้แก่ พฤติกรรมผู้บริโภค ทัศนคติ ส่วนงานวิจัยอีกเรื่องที่กำลังสำรวจเกี่ยวกับภาพรวมตลาดธุรกิจขายตรง เพื่อนำข้อมูลวิจัยนำมาวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งมาเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และนำธุรกิจขายตรงไทยสู่ระดับสากล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท