
ซัยโจฯหันรุกส่งออก
“ซัยโจ เด็นกิ” ดิ้นหนีกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว หันลุยตลาดส่งออก ปักธง 3 ปี สัดส่วนส่งออก 60% จากปัจจุบัน 25%
“ซัยโจ เด็นกิ” ดิ้นหนีกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว หันลุยตลาดส่งออก ปักธง 3 ปี สัดส่วนส่งออก 60% จากปัจจุบัน 25%
นายสมศักดิ์ จิตติพลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเครื่องปรับอากาศในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5% ถือเป็นอัตราการเติบโตที่น้อยมาก แม้จะมีปัจจัยเรื่องสภาพอากาศที่ร้อนจัดแต่เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัว จึงทำให้ยอดขายเครื่องปรับอากาศชะลอตัวตามไปด้วย ซึ่งหากกำลังซื้อดีเชื่อว่าตลาดรวมเครื่องปรับอากาศจะเติบโตได้ถึง 25%
อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาพรวมตลาดเครื่องปรับอากาศจะชะลอตัว แต่ยอดขายเครื่องปรับอากาศของบริษัทยังคงมีอัตราการเติบโตสูงถึง 39% เนื่องจากบริษัทมีการปรับแผนการทำตลาดด้วยการหันไปขยายตลาดส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่มียอดขายลดลง ซึ่งตลาดต่างประเทศที่บริษัทจะเริ่มเข้าไปทำตลาดอย่างจริงจังในปีนี้ คือ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และเวียดนาม เพราะบริษัทต้องการสร้างแบรนด์ซัยโจ เด็นกิ ให้เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพื่อปูพื้นฐานตลาดก่อนเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศยุโรป
นอกจากนี้ ประเทศสิงคโปร์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่บริษัทให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการแข่งขันในด้านของสินค้าแบรนด์ชั้นนำค่อนข้างสูงหากบริษัทสามารถเข้าไปขยายตลาดได้ จะทำให้แบรนด์เครื่องปรับอากาศของซัยโจ เด็นกิเป็นที่รู้จักมากขึ้น
“ก่อนที่จะบุกเข้าไปทำตลาดยุโรปบริษัทต้องส่งออกสินค้าไปทำตลาดที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ให้เป็นที่รู้จักก่อน เนื่องจากมาตรฐานการใช้สินค้าของ 2 ประเทศดังกล่าวมีมาตรฐานเดียวกับยุโรป ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลา 3 ปีในการสร้างตลาดก่อนบุกตลาดยุโรป” นายสมศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมบริษัทได้เตรียมใช้งบ 100 ล้านบาท ในการวิจัยและพัฒนาสินค้า เพื่อให้สินค้ามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีจีพีเอส อินเวอร์เตอร์เข้ามาทำตลาดเป็นรายแรก เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดพลังงานและหนีการแข่งขันในด้านของราคา
ขณะเดียวกันยังมีแผนที่จะใช้งบลงทุน 1,000 ล้านบาท ในการขยายโรงงานใหม่ในอีก 3 ปีนับจากนี้ เพื่อรองรับการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากโรงงานแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตเพิ่ม 2 เท่าตัวจากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตอยู่ 3 แสนชุด/ปี หรือเพิ่มเป็น 1 ล้านชุด/ปี
“สิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยตอนนี้คือ สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการลงทุนด้านการทำตลาดในต่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนยังขาดการสนับสนุนอย่างมาก ทำให้สินค้าแบรนด์ไทยยังไม่สามารถสู้แบรนด์ต่างชาติได้ โดยเฉพาะในด้านของราคา” นายสมศักดิ์ กล่าว
สำหรับการทำตลาดในประเทศ บริษัทจะหันมาให้ความสำคัญกับการขายเครื่องปรับอากาศให้กับหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น เพื่อหารายได้เสริมให้กับการทำตลาดลูกค้าทั่วไป ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป คาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออก 40% ในประเทศ 60% เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีรายได้ 1,300 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออก 25% ในประเทศ 75% และในอีก 3 ปีคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออก 60% ในประเทศ 40%







