
หั่นราคารถไฟเร็วสูง
“อาคม” เผยไทย-จีนจะเร่งสรุปลดค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-โคราชให้ได้ใน พ.ค.นี้
“อาคม” เผยไทย-จีนจะเร่งสรุปลดค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-โคราชให้ได้ใน พ.ค.นี้
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับนายหวังเสี่ยวเถา รองเลขาธิการคณะกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (เอ็นดีอาร์ซี) ว่า ได้หารือกับผู้แทนฝ่ายจีนเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือก่อสร้างรถไฟไทย-จีน และทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ระหว่างวันที่ 10-23 พ.ค.นี้ เกี่ยวกับวงเงินค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และคาดว่าการก่อสร้างจะเริ่มได้ภายในเดือน ก.ค.-ส.ค.ปีนี้
“การหารือครั้งที่ 10 จะมีการตกลงในรายละเอียดเรื่องสัญญาต่างๆ สรุปเรื่องต้นทุนทางการเงินให้ชัดเจน เพราะขณะนี้วงเงินก่อสร้างของฝ่ายไทยและจีนต่างกันประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยผลศึกษาฝ่ายไทยพบว่าค่าก่อสร้างอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท แต่ผลศึกษาฝ่ายจีนระบุว่าค่าก่อสร้างจะอยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท หากได้ข้อสรุปวงเงินค่าก่อสร้างก็จะพิจารณารูปแบบการลงทุนต่อไป ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันไปว่าจะใช้เงินของไทยทั้งหมด แต่ก็ยังเปิดช่องที่จะใช้เงินกู้จากจีนในการก่อสร้างเช่นกัน” นายอาคม กล่าว
นายอาคม ย้ำว่า ฝ่ายไทยยังยินดีที่จะกู้เงินจากฝ่ายจีนทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนตัวรถ หากฝ่ายจีนมีข้อเสนอที่ดี นอกจากนี้หากฝ่ายจีนสนใจที่จะเข้ามาร่วมเดินรถกับฝ่ายไทยผ่านการตั้งบริษัทร่วมทุน ทางฝ่ายไทยก็พร้อมที่จะเปิดให้มีการร่วมทุนได้
“หากจีนจะมาเดินรถร่วมก็ได้ ไม่มีปัญหา โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยจะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการ แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะถือหุ้นเท่าใด เพราะถือหุ้นเกิน 50% ก็จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่หากถือหุ้นน้อยกว่าก็เป็นบริษัทเอกชน ขณะที่การก่อสร้างจะเป็นความร่วมมือแบบจีทูจี คือไทยจะใช้เทคโนโลยีของจีน โดยเขาต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้เราจนครบ ทั้งฝึกเดินรถและซ่อมบำรุง รวมถึงการซื้อของด้วย” นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า ความร่วมมือในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่างรัฐบาลไทยและจีน จะต้องแยกกับการซื้อขายสินค้าเกษตรระหว่างกัน เพราะไม่เคยมีเงื่อนไขว่าหากไทยไม่สร้างรถไฟแล้ว จีนจะไม่ซื้อสินค้าเกษตรจากไทย
วันเดียวกัน นายอาคมเป็นประธานพิธีลงนามสัญญาว่าจ้างระหว่างสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และบริษัท ซีเอเอ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด (ซีเอเอไอ) แห่งสหราชอาณาจักร โดย กพท.จะว่าจ้างบริษัท ซีเอเอไอ ดำเนินการตรวจสอบและประเมินเพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (Re-Certification of Air Operator Certification) ให้กับสายการบิน 41 แห่งที่ กพท.กำกับดูแลอยู่
ทั้งนี้ บริษัท ซีเอเอไอ จะจัดหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ตรวจสอบและมีความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มาดำเนินการตรวจสอบและประเมินเพื่อออกใบรับรองเดินอากาศใหม่ร่วมกับผู้ตรวจสอบของ กพท.ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามแผนพัฒนาคุณสมบัติผู้ตรวจสอบความปลอดภัยการบิน ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบเพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ของสายการบินต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น







