
อุตฯเผย20โครงการเข้าข่ายกิจการรุนแรง
กระทรวงอุตฯ เผยโครงการเข้าข่ายกิจการรุนแรง และผ่านอีไอเอหลังปี 2550 มี 20 โครงการ มูลค่ารวม 5 หมื่นล้านบาท ห่วงเอกชนทำเอชไอเอเสร็จแล้วแต่ยังพิจารณาไม่ได้ต้องรอจนกว่าจะมีประกาศกิจการรุนแรง
กระทรวงอุตฯ เผยโครงการเข้าข่ายกิจการรุนแรง และผ่านอีไอเอหลังปี 2550 มี 20 โครงการ มูลค่ารวม 5 หมื่นล้านบาท ห่วงเอกชนทำเอชไอเอเสร็จแล้วแต่ยังพิจารณาไม่ได้ต้องรอจนกว่าจะมีประกาศกิจการรุนแรง
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รวบรวมไว้ มีโครงการที่เข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรง 18 กิจการ และได้รับอนุมัติรายงานผลระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีเอไอ) หลังรัฐธรรมนูญปี 2550 จำนวน 10-20 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 5 หมื่นล้านบาท จากโครงการที่ต้องทำอีไอเอทั่วประเทศจำนวน 216 โครงการ มูลค่า 9.7 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการประเภทพลังงาน อุตสาหกรรม เหมืองแร่ ปิโตรเคมี และคมนาคม
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังไม่ถือว่าเข้าข่ายกิจการรุนแรงเพราะต้องรอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศประเภทกิจการรุนแรงออกมาก่อน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำหนดให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม และขณะนี้เหลือเวลา 1 เดือน ตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนดจึงเชื่อว่าภายใน 1 เดือน การกำหนดหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญจะได้ข้อยุติ โดยนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรมได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับข้อกังวลของภาคเอกชนแล้ว ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องคอยตอบคำถามนักลงทุนทุกวันและรับปากว่าจะได้อยุติแล้ว แต่หากไม่ได้ข้อยุติตามกำหนดจะทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานลำบากมากขึ้นในการเรียกความเชื่อมั่น
ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้ขอให้โครงการที่ถูกศาลปกครองระงับ ทำอีไอเอและรายงานผลกระทบทางสุขภาพ (เอชไอเอ) ไปก่อน ซึ่งโครงการเกือบทั้งหมดเริ่มดำเนินการแล้วและมีโครงการที่จัดทำเสร็จแล้ว 4-5 โครงการ เช่นโครงการลงทุนของบริษัทดาว เคมิคอล 1 โครงการ ได้ยื่นอีไอเอและเอชไอเอให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว (สผ.) แต่เมื่อหลักเกณฑ์ของประเภทกิจการรุนแรงยังไม่ออกมาส่งผลให้ สผ.ไม่สามารถส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการชำนาญการ (คชก.) พิจารณาอีไอเอและเอชไอเอได้ จึงยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ยังติดค้างอยู่
“ปัญหาดังกล่าวทำให้ภาคเอกชนติดตามทวงถามเสมอ ซึ่งการที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องการให้ออกประกาศกิจการรุนแรงไม่ได้จะหาทางเลี่ยงให้ภาคเอกชนหลุดจากกิจการรุนแรง แต่ขณะนี้ผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วต้องนั่งรอคอยอย่างไม่มีกำหนด และส่งผลให้ไม่สามารถตอบบริษัทแม่ในต่างประเทศได้ว่าจะเป็นอย่างไร ทำให้เอกชนเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำประกาศกิจการรุนแรงของกระทรวงอุตสาหกรรม 8 กิจการมาใช้” นายพุทธิพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงว่าประกาศ 8 กิจการดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาหารือสอบถามข้อมูลผลกระทบเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 11 ส.ค.2553







