posttoday
งบแสดงความมั่งคั่งและงบดุลชีวิต

งบแสดงความมั่งคั่งและงบดุลชีวิต

19 เมษายน 2559

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกๆ ท่าน ผ่านเทศกาลแห่งความสุขของทุกคน หลังจากที่ได้ท่องเที่ยว ได้ใช้ชีวิตนอกห้องทำงานกันยาวๆ หรือบางคนเลือกที่จะพักผ่อนอยู่กับบ้านเพื่อหนีรถติด ผมก็หวังจะเป็นช่วงเวลาที่มีค่าของทุกท่านนะครับ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกๆ ท่าน ผ่านเทศกาลแห่งความสุขของทุกคน หลังจากที่ได้ท่องเที่ยว ได้ใช้ชีวิตนอกห้องทำงานกันยาวๆ หรือบางคนเลือกที่จะพักผ่อนอยู่กับบ้านเพื่อหนีรถติด ผมก็หวังจะเป็นช่วงเวลาที่มีค่าของทุกท่านนะครับ

วันนี้ผมอยากจะพูดถึงการวัดความมั่งคั่ง เพราะที่ผ่านมาเราจะได้ยินกันบ่อยถึงเรื่องของการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง หรือการบริหารจัดการความมั่งคั่ง แต่เคยสงสัยมั้ยครับว่าความมั่งคั่งมันคืออะไร และเราสามารถวัดความมั่งคั่งได้อย่างไร ความหมายของความมั่งคั่งสามารถเขียนออกมาเป็นสมการได้ดังนี้

ความมั่งคั่ง =  มูลค่าของสินทรัพย์ – มูลค่าของหนี้สิน

ดังนั้น ถ้าเราเห็นใครมีทรัพย์สินมากๆ เช่น บ้านราคาแพง รถยนต์หลายคัน บ้านพักตากอากาศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขามีความมั่งคั่งที่มาก เพราะหากเขาใช้เงินกู้เกือบทั้งหมดมาเพื่อซื้อหาสินทรัพย์ที่เราเห็น หักกลบแล้วเขาอาจจะเหลือความมั่งคั่งหรือเวลท์ที่แท้จริงไม่ถึงล้าน แต่ถ้าหากเขาซื้อหาหรือได้สินทรัพย์นั้นมาด้วยเงินสดเป็นส่วนใหญ่ หรือได้รับมรดกตกทอดมา เราสามารถระบุได้ว่าคนคนนั้นเป็นผู้มีความมั่งคั่งจริง

การวัดความมั่งคั่ง คือ มูลค่าของสินทรัพย์จะคำนวณด้วยมูลค่าตลาด สิ่งนี้จะมีผลต่อความผันผวนของความมั่งคั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาเศรษฐีทั้งหลายที่ถือครองหุ้นในบริษัทของตนเองหรือครอบครัวที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะถ้าปีใดที่ตลาดหุ้นหรือหุ้นที่เขาถืออยู่ปรับตัวสูงขึ้น คนคนนั้นก็จะรวยขึ้นหรือมั่งคั่งมากขึ้น แต่ถ้าปีใดที่หุ้นตกความมั่งคั่งของเขาก็จะลดลง อสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกัน หากมีการปรับราคาประเมินหรือราคาขายก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่ง แม้จะไม่ผันผวนเหมือนตลาดหุ้น เช่น หากเรามีที่ดิน 1 ไร่ ตอนเราซื้อมาที่ราคาไร่ละ 1 ล้านบาท แต่หาก 5 ปีต่อมาราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ 3 ล้านบาท เท่ากับเรามีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านบาททีเดียว

ผมจะลองยกตัวอย่างการคำนวณความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง สมมติว่าชื่อเอกชัย อายุ 35 ปี ทำงานอยู่บริษัทเอกชนที่มีความมั่นคง เขาคิดจะทำงานที่นี่ไปอีก 20 ปี จนเขาจะเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี เอกชัยทำงานเก็บเงินซื้อรถ แต่งงาน และมีคอนโด 1 ห้อง มูลค่า 6 ล้านบาท โดยอาศัยเงินกู้ ผมสรุปไว้ในตารางทรัพย์สินดังนี้

จากตารางจะเห็นว่าเอกชัยมีสินทรัพย์ในปัจจุบันทั้งสิ้น 7.63 ล้านบาท แต่หากเรานับรวมภาระหนี้สินที่มี จะพบว่าความมั่งคั่งของเอกชัยจะเหลือเพียง 1.73 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างกันค่อนข้างมากนะครับ

สุดท้ายผมอยากพูดถึงแง่คิดเรื่องของงบดุลชีวิต ในกรณีของเอกชัย ถ้าวางแผนที่จะเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี เขามีเวลาทำงานเหลืออีก 20 ปี และหากเขาอยากที่จะมีเงินใช้หลังเกษียณอีกเดือนละ 5 หมื่นบาทไปอีกจนกว่าเขาจะอายุ 85 ปี โดยคร่าวๆ เขาจะต้องมีเงินเก็บก่อนที่เขาจะเกษียณประมาณ 9.3 ล้านบาท หากเราคำนึงถึงจุดนี้และคิดว่านี่คือภาระหนี้ของการเกษียณซึ่งเงินดังกล่าวสามารถคิดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ประมาณ 2.7 ล้านบาท นั่นแปลว่า ณ ปัจจุบันเอกชัยจะมีเวลท์ที่ติดลบทันที!!

แต่มันยังไม่จบครับ เพราะเอกชัยยังมีสินทรัพย์ที่สำคัญและมีค่าที่สุดอีกประการ คือ มูลค่าของตัวเขาเอง ผมกำลังจะบอกว่าหากเอกชัยยังคงทำงานไปเรื่อยๆ จนเกษียณ และมีเงินเหลือเก็บหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษีต่างๆ เขาจะมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นทันที ดังที่ผมแสดงให้เห็นในตารางด้านล่าง ที่ผมขอเรียกมันว่างบดุลของชีวิตนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท