
ไตรมาสแรกของแบงก์จะน่าผิดหวัง
เราคาดการณ์กำไรไตรมาสแรกของปี 2559 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะออกมาอ่อนแอจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่มีแนวโน้มสูงกว่าคาด เพราะเอ็นพีแอลที่ยังปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งอาจส่งผลให้กำไรไตรมาสแรกปี 2559 น่าจะมีเซอร์ไพรส์เชิงลบมากกว่าบวก FSS จึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ลงจากเดิม 4% เป็นเติบโต 3.8% จากฐานต่ำในปีก่อนที่มีหนี้บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี หรือ SSI (ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดโต 7%) ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนปานกลาง (Neutral) เมื่อเทียบกับตลาด กลุ่มธนาคารยังขาดปัจจัยบวกในระยะสั้น
เราคาดการณ์กำไรไตรมาสแรกของปี 2559 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะออกมาอ่อนแอจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่มีแนวโน้มสูงกว่าคาด เพราะเอ็นพีแอลที่ยังปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งอาจส่งผลให้กำไรไตรมาสแรกปี 2559 น่าจะมีเซอร์ไพรส์เชิงลบมากกว่าบวก FSS จึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ลงจากเดิม 4% เป็นเติบโต 3.8% จากฐานต่ำในปีก่อนที่มีหนี้บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี หรือ SSI (ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดโต 7%) ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนปานกลาง (Neutral) เมื่อเทียบกับตลาด กลุ่มธนาคารยังขาดปัจจัยบวกในระยะสั้น
นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2559 ยังจะถูกกระทบจากการลดดอกเบี้ยเงินกู้ขาเดียวอีก แนะนำให้ชะลอการซื้อเพิ่มในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ไปก่อน ส่วนธนาคารขนาดกลาง-เล็ก FSS ยังชอบ TISCO (ราคาพื้นฐาน 52 บาท) เพราะปลอดความเสี่ยงที่สุด และ TCAP (ราคาพื้นฐาน 48 บาท) ที่แม้รายได้ดอกเบี้ยได้รับผลของการปรับลดดอกเบี้ย แต่ได้ Tax shield ช่วยชดเชยผลกระทบได้
กลุ่มแบงก์คาดการณ์กำไรอ่อนแรงตั้งแต่ต้นปี
คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาสแรกปี 2559 ของกลุ่ม ที่ราว 4.7 หมื่นล้านบาท ถึงแม้จะเพิ่มขึ้น 10% เทียบไตรมาสต่อไตรมาส เนื่องจากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลที่ลดลง แต่กำไรสุทธิจะลดลง 8.8% เทียบปีต่อปี โดยคาดว่ากลุ่มธนาคารจะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญในระดับสูงตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี เนื่องจากสถานการณ์เอ็นพีแอลที่ยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาจากปลายปีก่อน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ หากไม่นับรายการสำรองหนี้สงสัยจะสูญ FSS คาดว่ากำไรก่อนสำรอง (PPOP) จะเพิ่มขึ้นราว 3.5% เทียบไตรมาสต่อไตรมาส และ 8.6% เทียบปีต่อปี เนื่องจากคาดการณ์รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเพิ่มขึ้นตามค่าใช้จ่ายเงินฝากที่ลดลง เพราะผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีก่อน ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะทรงตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแต่ทั้งหมดไม่สามารถชดเชยการปรับขึ้นของค่าใช้จ่ายสำรองฯ ได้
ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ลง ตามการประกาศปรับลด MLR ขาเดียว
เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ลงจากเดิม 4% จาก 2.05 แสนล้านบาท เป็น 1.97 แสนล้านบาท (+3.8% เทียบปีต่อปี) สะท้อนผลกระทบของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลงในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป จากปัจจัยดังกล่าวเราคาดว่าจะส่งผลต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคารราว 0.08-0.10% ต่อปี เราคาดว่ากำไรสุทธิของ TMB BAY KTB และ BBL จะปรับลดลงมากที่สุด ส่วน TISCO คงประมาณการเพียงธนาคารเดียว
ระยะสั้นยังไม่มีปัจจัยบวก
กลุ่มแบงก์ยังขาดปัจจัยบวกในการลงทุนในระยะนี้ ทั้งจากคาดการณ์กำไรไตรมาสแรกปี 2559 ของกลุ่มที่น่าจะออกมาน่าผิดหวังแล้ว ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2559 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอีกจากผลกระทบของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLR เต็มไตรมาส เราปรับลดราคาเหมาะสมของกลุ่มธนาคารลงตามการปรับลดคาดการณ์กำไร เราแนะนำให้ชะลอการลงทุนธนาคารใหญ่ไปก่อน ส่วนธนาคารกลาง-เล็กที่เราชอบ ได้แก่ TISCO (ราคาพื้นฐาน 52 บาท) และ TCAP (ราคาพื้นฐาน 48 บาท)







