posttoday
เจ้ามือในตลาดหุ้น

เจ้ามือในตลาดหุ้น

19 เมษายน 2559

“กลไกของเจ้ามือในตลาดหุ้นคือแบบนี้นั่นเอง” ...ต้องเข้าใจอย่างแรกว่า “เจ้า” เป็นใครก็ได้ จะเป็นฝรั่ง เป็นกองทุน เป็นรายใหญ่ หรือเป็นใครก็ได้ ...ไม่สำคัญ

“กลไกของเจ้ามือในตลาดหุ้นคือแบบนี้นั่นเอง” ...ต้องเข้าใจอย่างแรกว่า “เจ้า” เป็นใครก็ได้ จะเป็นฝรั่ง เป็นกองทุน เป็นรายใหญ่ หรือเป็นใครก็ได้ ...ไม่สำคัญ

...ที่สำคัญคือ คนนั้นคือคนที่ซื้อหุ้นตัวนั้นๆ มากที่สุด นั่นแหละผู้กำหนดการขึ้นลงของหุ้นแต่ละตัว

เอ้ามาวิเคราะห์กัน

“คนที่กำหนดการขึ้นลงของตลาดหุ้นแบบแม่นยำที่สุด คือ Demand & Supply ของแรงซื้อและแรงขาย” ...วันนี้ถ้าสถิติการซื้อขายของผู้เล่นในตลาดทั้งหมดมาให้ดูกัน จะเห็นดังนี้

ตลาดหุ้นไทยมีผู้เล่นหลักๆ อยู่ 4 กลุ่ม คือ 1.ฝรั่ง (ตอนนี้ขายมา 3 ปีติด ยอดขายสะสมสูงกว่าปี 2008 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) 2.สถาบัน (สามปีที่ผ่านมา สวนฝรั่งตลอด คือ ซื้อสะสมสูงสุด เป็นคนพยุงตลาดนั่นเอง ...คำถามคือ สถาบันเอาเงินมาจากไหน -- ก็เงินคุณและผม ที่ซื้อกองทุนไง ...ฮ่า ฮ่า) 3.ป๊อปเทรด (เงินจาก Broker เอามาเทรด) 4.รายย่อย (ในรายย่อยมีรายใหญ่แอบอยู่ด้วย เสี่ย เจ้าของ เจ้า ...อยู่ในรายย่อยหมด)

ถามว่าใครมีน้ำหนัก กำหนดทิศทางมากที่สุด ต้องตอบว่า ฝรั่ง แม้เม็ดเงินที่ซื้อขายในตลาดรายย่อยจะมากที่สุด แต่ฝรั่งมีทิศทางชัดที่สุด (ซื้อก็ซื้อติดกันหลายปี-เวลาขายก็ขายติดกันหลายๆ ปี) ทำให้เขาสามารถกำหนดทิศทางตลาดในภาพใหญ่

คนที่มีน้ำหนักกำหนดทิศทางของตลาดรองจากฝรั่งก็คือ สถาบัน ซึ่งช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยมา 3 ปีแล้ว แต่ตอนนี้เริ่มไม่ค่อยไหว เพราะสุดท้ายเงินมาจากรายย่อยไทยนี่แหละ

สิ่งที่ชี้ให้เห็นในเกมการเงินนี้ คือ Money Game มันต้องหาจุดดีที่สุดในจุดที่ยืนของตัวเอง ...ยิ่งดูสถิติยิ่งชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกฝรั่งปั่นให้ฟู แล้วก็ทิ้งให้พัง ...จากนั้นพอพังฝรั่งค่อยกลับมาเก็บถูกๆ แล้วก็ปั่นให้ฟูใหม่ ...เป็นอย่างงี้ เป็นรอบๆ ไปเรื่อยๆ

(เวลาฝรั่งออกค่าเงินบาทจะอ่อนตาม ...เพราะเวลาเขาออก เขาขายต่อเนื่องหลายปี ...ส่วนเวลาเข้า ค่าเงินก็จะแข็งด้วย เพราะเขาเข้าต่อเนื่องเช่นกัน ...ทำให้ทุกครั้งที่ฝรั่งเข้าซื้อเขาได้ 2 เด้ง คือ หนึ่ง ซื้อหุ้นถูก และสอง ได้กำไรค่าเงิน ...โคตรได้เปรียบเลย เพราะเขาเล่นเกมนี้ในภาพใหญ่)

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หุ้นที่ซื้อ และวิธีการซื้อ ...รายย่อยจริงๆ เม็ดเงินมากที่สุด (60% ของเม็ดเงินทั้งหมด) แต่ไม่เคยกำหนดทิศทางตลาดเลย เพราะซื้อสะเปะสะปะ ไม่มีทิศทาง ...แต่วันใดก็ตามที่รายย่อยเริ่มจับทางตัวเองได้

ผมว่าวันนึงเราก็จะสามารถกำหนดทิศทางตลาดได้ เช่น ถ้ารายย่อยมีแนวทางของตัวเอง สมมติฝรั่งซื้อแต่หุ้นใหญ่เพราะเขาต้องการเข้าออกง่าย ...รายย่อยอาจซื้อหุ้นเล็ก (ไม่เล่นหุ้นที่ฝรั่งเล่น) เอาเติบโตและปันผลสม่ำเสมอ แล้วเข้าออกยาก สภาพคล่องน้อยฝรั่งไม่ซื้อ ก็แปลว่า รายย่อยสะสมหุ้นอินดี้ ไม่ขึ้นกับฝรั่งแต่ขึ้นกับเราแทน ...กองทุนอาจเลือกกลุ่มที่เล็กกว่า (กลุ่มที่ฝรั่งไม่ซื้อ เพราะขนาดเล็กไป) เน้นที่ปันผล และเก็บยาวมาก ...พูดง่ายๆ นะ (ที่ฝรั่งเขากำหนดทิศทาง เพราะเขาเป็นคนที่ซื้อขายมากที่สุดในหุ้นที่เขาซื้อ) แต่ถ้าแต่ละกลุ่มเป็นรายใหญ่ที่สุดของหุ้นตัวเอง เรานั่นแหละคือผู้กำหนด Demand & Supply ของหุ้นตัวนั้นๆ

แล้วสุดท้ายตลาดก็จะมีประสิทธิภาพเพราะผลตอบแทนจริงๆ คือ การเทียบระหว่างเม็ดเงินที่ลงทุน เทียบปันผลที่ได้รับว่าคุ้มหรือไม่ ...ส่วนกำไร คือ การซื้อตามรอบของอุตสาหกรรม ซื้อตอนแย่ ขายตอนดี

ที่เล่าให้ฟัง เพราะตลาดหุ้นถูกลากขึ้นลงตาม Money Supply นั่นเอง!! ...นั่งดูเม็ดเงินของการซื้อขาย พร้อมเทียบการขึ้นลงของตลาด ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ