
เยนแข็ง ผลลบต่อหุ้นญี่ปุ่น
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินเยนอ่อนค่ามาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นในการออกมาตรการกระตุ้นทางการเงินหรือคิวอี ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่เริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลักดันให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาติดอันดับต้นๆ เลยทีเดียว
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินเยนอ่อนค่ามาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นในการออกมาตรการกระตุ้นทางการเงินหรือคิวอี ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่เริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลักดันให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาติดอันดับต้นๆ เลยทีเดียว
ค่าเงินเยนมีผลต่อสภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพราะรายได้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมาจากการส่งออกและการทำธุรกิจนอกประเทศ หากเงินเยนอ่อนค่า รายได้จากต่างประเทศจะสามารถแปลงกลับมาเป็นสกุลเยนได้สูงขึ้นไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการอ่อนค่าของสกุลเงินเยน ยังทำให้ราคาสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่นั้นมีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถหลุดพ้นจากวงจรเงินฝืด (ภาวะที่ราคาสินค้าไม่ปรับเพิ่มขึ้น หรือบางครั้งปรับลดลง และทำให้ผู้บริโภคไม่รีบจับจ่ายใช้สอย) ที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญมากว่าสิบปี
แต่ตั้งต้นปีเป็นต้นมา สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ส่งผลให้ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดยถึงแม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะพยายามแก้เกมด้วยการประกาศนโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ก็ตาม ก็ยังไม่สามารถทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าได้
โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินเยนแข็งค่าไปแล้วกว่า 8% ซึ่งได้เริ่มส่งผลกระทบดัชนีความเชื่อมั่นของบริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น (Tankan Index) ที่ปรับตัวลดลงจาก 12 เมื่อปลายปีที่แล้วเหลือเพียง 6 เท่านั้นในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทต่างๆ เริ่มลดประมาณการกำไรในปีนี้ลง และส่งผลให้ไม่สามารถขึ้นเงินเดือนได้ตามที่วางแผนไว้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทโตโยต้า ที่ประกาศปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานเพียง 1,500 เยน ซึ่งลดลงจากเดิมที่ 4,000 เยน
สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะทำให้ประเทศญี่ปุ่นกลับไปสู่วังวนสภาวะเงินฝืดอีกครั้ง จึงทำให้นักวิเคราะห์หลายแห่งเริ่มเกิดความกังวลและลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงนี้ เพื่อเฝ้าจับตามองการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย. ซึ่งถ้าหากมีมาตรการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของค่าเยนให้กลับมาอ่อนค่าได้ ก็จะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาน่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง







