posttoday
PTTEP มีเงินสดล้นมือ สถาบันยันบริษัทแข็งแรง

PTTEP มีเงินสดล้นมือ สถาบันยันบริษัทแข็งแรง

18 เมษายน 2559

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. เป็นดอลลาร์คอมปะนี จากการใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐในการกำหนดราคาซื้อขายผลิตภัณฑ์ รวมถึงใช้ในการดำเนินงาน และยังมีเงินสดอยู่ในมือสูงถึงประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.15 แสนล้านบาท ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและการบริหารสภาพคล่องเป็นสิ่งสำคัญในภาวะค่าเงินผันผวนสูง และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำผิดปกติ

“พรรณนลิน มหาวงศ์ธิกุล” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2559 ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทเป็นดอลลาร์คอมปะนี แต่ไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเราบริหารความเสี่ยงโดยธรรมชาติ ทำให้หนี้สิน ทรัพย์สิน เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ ปตท.สผ.ยังเป็นบริษัทแรกที่ใช้เงินเหรียญสหรัฐในการทำงบการเงินแต่ต้องคำนวณภาษีเป็นสกุลเงินบาท ส่งผลให้การเปลี่ยนของเงินบาททุกๆ 1 บาท จะกระทบต่อกำไรประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการบันทึกภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Defer Tax)

เธอเล่าให้ฟังถึงวิธีการบริหารเงินสดในมือในช่วงดอกเบี้ยในตลาดโลกค่อนข้างต่ำ ที่ผ่านมาจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น และฝากออมทรัพย์กับธนาคารพาณิชย์ ที่ผ่านมามีการเจรจาว่าแบงก์ไหนให้ดอกเบี้ยสูงสุด ส่วนใหญ่จะฝากเงินไว้ในประเทศ แต่ฝากในสกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นสัดส่วนสูง โดยมีการประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินด้วย เพื่อกำหนดนโยบายว่าจะฝากไว้กับสถาบันการเงินแห่งนั้นไม่เกินจำนวนเท่าใด

สำหรับการดำเนินธุรกิจในปี 2559 เป้าหมายหนึ่ง คือ การรักษาเงินสดในมือขั้นต่ำไว้ประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ สถานการณ์ขณะนี้ยังสามารถทำได้ เนื่องจากแนวโน้มราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยลดลงจากปี 2558 สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ประเมินว่าทั้งปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 35-40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมถึงราคาขายก๊าซธรรมชาติที่ลดลงด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อหน่วย และต้นทุนการผลิตเงินสดเฉลี่ยต่อหน่วย (Cash Cost) อยู่ที่ 15 เหรียญสหรัฐ ธุรกิจก็ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดเข้ามาเพียงพอกับแผนการลงทุนที่วางไว้ รวมถึงการชำระคืนดอกเบี้ย และรองรับโอกาสในการเข้าซื้อกิจการด้วย

บริษัทมีเงินสดในมือค่อนข้างสูงและในช่วง 2 ปีข้างหน้าไม่มีภาระชำระเงินกู้ หลังจากปี 2558 ที่ผ่านมา ได้คืนหนี้สถาบันการเงินไปทั้งสิ้น 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นหนี้ก่อนกำหนดประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ และครบกำหนดอีกประมาณ 700 เหรียญสหรัฐ พอร์ตหนี้มีดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 4.42% ต่อปี บริษัทมองหาโอกาสรีไฟแนนซ์หนี้เดิมหรือเจรจาต่อรองกับสถาบันการเงินเพื่อขอลดดอกเบี้ย และที่ผ่านมายังมีการซื้อคืนหุ้นกู้คืนก่อนกำหนดด้วย และหากได้ในราคาที่เหมาะสมก็จะทำเพิ่ม แต่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจำกัด นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ซื้อหุ้นกู้ ปตท.สผ.เป็นกลุ่มสถาบันที่ต้องการถือลงทุนในระยะยาว

ปตท.สผ.มีโครงสร้างทางการเงินแข็งแรงมาก นอกจากมีเงินสดในมือร่วมแสนล้านบาทแล้ว ยังมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ต่ำเพียง 0.27 เท่า และยังมีวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้อีกประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มองว่าเป็นโอกาสในภาวะราคาน้ำมันอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้บริษัทกลุ่มต้นน้ำอื่นๆ ในโลก จำเป็นต้องขายทรัพย์สินหรือบริษัทชั้นนำของโลก อาทิ ในสหรัฐและยุโรปมีนโยบายตัดเงินลงทุนหรือลดต้นทุน รวมถึงจัดพอร์ตสินทรัพย์ใหม่ในภูมิอาเซียนที่มองว่าอยู่ไกล เพื่อเน้นไปทำธุรกิจที่มีอยู่ที่สามารถบริหารจัดการได้ดีกว่า

ขณะเดียวกัน บริษัทมีนโยบายการทำประกันความเสี่ยงล่วงหน้าของปริมาณการขายโดยปกติจะทำสัดส่วน 70% ของเป้าหมายปริมาณผลิตและขายเทียบเท่าน้ำมันดิบทั้งปี 2559 ตามแผนให้ใกล้เคียงกับปี 2558 ที่ประมาณ 3.30 แสนบาร์เรล/วัน ปัจจุบันได้ทำไปแล้วกว่า 50% ส่วนที่เหลือรอจังหวะไม่ต้องเร่งว่าทำให้เสร็จในช่วงใด

นอกจากนั้นบริษัทยังลดต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อหน่วย โดยในปี 2559 ตั้งเป้าหมายจะลดลงประมาณ 10% เหลือระดับ 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 38-39 เหรียญสหรัฐ ทั้งการเจรจาต่อรองขอลดราคากับผู้รับเหมาก่อสร้าง ขอลดค่าเช่าแท่นขุดเจาะ รวมถึงสัญญาเดิมที่มีอายุระหว่าง 3-5 ปีการต่อสัญญาใหม่ ขอลดราคาลงด้วยรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาทิ ลดเวลาการทำงานจำนวนวันในการเจาะหลุมสำรวจต่อหลุมลง ส่วนโครงการประหยัดคือความปลอดภัยหรืออยู่รอด ยังดำเนินการต่อเนื่องในปีนี้ด้วย ทั้งการลด ละ เลื่อน ขณะที่แผนการพัฒนาในแหล่งที่ไม่ปกติ อาทิ แหล่งทะเลน้ำลึก ได้เลื่อนการพัฒนาออกไปก่อน ขณะที่ต้นทุนการผลิตเงินสดเฉลี่ยต่อหน่วย ในปีนี้จะลดเหลือ 15 เหรียญสหรัฐ จากปี 2558 ที่ 16 เหรียญสหรัฐ

พรรณนลินกล่าวถึงกลยุทธ์การซื้อกิจการ บริษัทเน้นแหล่งในประเทศไทยและอาเซียนเป็นหลักที่มีการผลิตแล้วหรือใกล้ผลิตเพื่อรับรู้ผลตอบแทนได้ทัน ขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างการศึกษาหลายโครงการ นอกจากการซื้อหุ้นในแหล่งบงกชเพิ่ม รวมถึงโอกาสการพัฒนาโครงการในมือ อาทิ โครงการก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากแหล่งโมซัมบิก ซึ่งจะเพิ่มปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วต่ออัตราการผลิตได้อย่างน้อยอีก 1 ปี รวมถึงแหล่งเอ็ม 3 ในเมียนมา แหล่งอุบล สัญญา 4

“แผนที่จะมีปริมาณผลิตและขายเพิ่มเป็น 6 แสนบาร์เรล/วัน ยังคงไว้ในอนาคต แต่ในระยะสั้น 1-2 ปี ต้องการเน้นให้มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งสามารถผ่านภาวะที่ราคาน้ำมันต่ำไปได้ ด้วยการลดต้นทุนหรือลงทุนในแหล่งที่สามารถสร้างรายได้ทันที” พรรณนลิน กล่าว

สำหรับการออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ในต่างประเทศ พรรณนลิน กล่าวว่า ปกติจะไปปีละ 8 ครั้ง ที่ฮ่องกง สิงคโปร์ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยในปีนี้ไปแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ สิงคโปร์ ไปกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีไอเอ็มบี ไทย อังกฤษไปกับ บล.ยูบีเอส และฮ่องกงไปกับ บล.เครดิต สวิส นักลงทุนมีมุมมองหลากหลายเรื่องแนวโน้มราคาน้ำมัน ส่วนประเด็นหลักของ ปตท.สผ.ที่นักลงทุนสนใจคือการต่ออายุสัมปทานที่กำลังจะหมดลงในแหล่งบงกช การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ซึ่งบริษัทได้ให้ข้อมูลกับนักลงทุนเหมือนกับกระทรวงพลังงานที่ระบุว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2559 ซึ่ง ปตท.สผ.พร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม

สถาบันต่างประเทศส่วนใหญ่มีมุมมอง ปตท.สผ. เป็นบริษัทที่มีความแข็งแรงมาก ล่าสุด มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ “Baa1” เท่ากับของประเทศไทย พร้อมทั้งยืนยัน “มีเสถียรภาพ” เพราะสถานะการเงินที่มีความแข็งแกร่ง มีเงินสดในมือสูงเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตในอนาค

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล