
เตือนนร.-ปชช.รับจ้างเปิดบัญชีให้แกงค์มิจฉาชีพเจอโทษอาญา
สมาคมธนาคารไทย เตือนนักเรียน ประชาชนรับจ้างเปิดบัญชีให้แกงค์มิจฉาชีพเจอโทษอาญา
สมาคมธนาคารไทย เตือนนักเรียน ประชาชนรับจ้างเปิดบัญชีให้แกงค์มิจฉาชีพเจอโทษอาญา
นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสอบถามข้อมูลประชาชน และหลอกลวงให้โอนเงินผ่านทางเอทีเอ็มนั้น ยืนยันว่า ทางธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังประสานกับตำรวจเพื่อจะสืบหาต้นตอของผู้กระทำความผิด ซึ่งพบว่า แก๊งมิจฉาชีพจะใช้วิธีจ้างนักเรียนและประชาชนที่ไม่มีความรู้ทางการเงินมาเปิดบัญชีไว้รับโอนเงินจากประชาชนที่ถูกหลอก โดยจะให้ค่าจ้างคนละ 500-1,000 บาท ซึ่งจะทำให้การติดตามต้นตอทำได้ยาก
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลก มีกลุ่มนักเรียนนักศึกษาจำนวนมาก ที่เข้าสู่ระบบนี้ เพื่อหวังเงิน โดยไม่ทราบว่าเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพ ทางสมาคมธนาคารไทย จึงขอเตือนผู้รับจ้างเปิดบัญชีว่า การกระทำดังกล่าวมีโทษทางอาญา
นายธวัชชัย กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมากจากการถูกแก๊งต้มตุ๋นโทรหลอกลวงให้มีการโอนเงินทางตู้เบิกถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ซึ่งจากการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า เป็นแก๊งต่างชาติที่มีคนไทยร่วมมือด้วย
นายธวัชชัย กล่าวว่า แก๊งดังกล่าวจะมีการว่าจ้างประชาชนและนักเรียนให้เปิดบัญชีด้วยค่าจ้างเพียง 500 บาท จากนั้นจะยึดเอทีเอ็มไป ซึ่งเมื่อแก๊งต้มตุ๋นสามารถโทรหลอกลวงประชาชนสำเร็จ ก็จะมีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแกะรอยจับกุม ก็จะดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีที่รับเงินค่าจ้าง
ดังนั้น จึงขอเตือนประชนชนอย่าหลงกลแก๊งต้มตุ๋นดังกล่าว เพราะจะมีโทษอาญา โดยสมาคมธนาคารไทยได้มีการออกประกาศเตือนหลายครั้งว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่สมาคมฯ โทรศัพท์ขอข้อมูลส่วนตัวจากลูกค้าหรือมีการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มแต่อย่างใด รวมทั้งได้มีการคำเตือนบนหน้าตู้เอทีเอ็มว่า “คุณแน่ใจหรือไม่ที่จะโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม”
โดยที่ผ่านมา พบว่าประชาชนจำนวนมากไม่ได้อ่านข้อความดังกล่าว ขณะที่มิจฉาชีพก็จะพยายามหลอกลวงเหยื่อด้วยการให้ทำเมนูภาษาอังกฤษ ซึ่งประชาชนไม่เข้าใจ ดังนั้น ทางสมาคมฯ จะมีการเพิ่มคำเตือนภาษาไทยบนตู้เอทีเอ็มที่มีเมนูภาษาอังกฤษด้วย
ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้มีการติดตั้งเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ นายธวัชชัย กล่าวว่า คงไม่สามารถทำได้ เพราะเอทีเอ็มทั่วประเทศมีกว่า 40,000 เครื่อง และการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะต้องทำได้ คือ ประชาชนจะต้องระมัดระวังอย่าไปหลงเชื่อพวกมิจฉาชีพเหล่านี้ โดยทางตำรวจและสมาคมฯ จะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อจับกุมแก๊งมิจฉาชีพดังกล่าว
นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ได้มีการจัดตั้งชมรมผู้บริหารศูนย์เงินสด โดยจะเน้นการประชาสัมพันธ์ในการตรวจสอบธนบัตรปลอม โดยได้มีการทำป้ายประชาสัมพันธ์ วิธีสังเกตธนบัตรจริงจำนวน 250 ชุด ติดตั้งตามสถานที่ชุมชนและหน่วยงานราชการ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอก และสามารถตรวจสอบธนบัตรปลอมด้วยตนเอง
รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ขณะนี้พบรูปแบบของแก๊งหลอกลวงแบบใหม่ โดยหลอกให้ประชาชนทำรายการผ่านทางโทรศัพท์โดยอ้างว่าเป็นการแจ้งรายการรับเงินและถอนเงินจากบัญชี ซึ่งจะมีการสอบถามข้อมูลส่วนตัวและเลขบัญชีของประชาชน ซึ่งมิจฉาชีพเหล่านี้จะนำข้อมูลดังกล่าวไปแสวงหาผลประโยชน์







