
ซีไอเอ็มบีไทย มีธุรกรรมในมือแสนล.
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
“วิรัช มรกตกาล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายวาณิชธนกิจ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้สัมภาษณ์ว่า แผนงานของธนาคารในปีนี้ 2559 คือ การจัดนำเสนอข้อมูล (นันดีลโรดโชว์) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ในกลุ่มคือ บล.ซีไอเอ็มบี ไทย จำนวนประมาณ 2-3 ครั้ง/ปี เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่จะทำตามความต้องการของลูกค้าหรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย (ตลท.) ที่ขอความร่วมมือเข้ามา
แต่รูปแบบในปีนี้ของธนาคารจะเปลี่ยนแปลงเพราะจะเป็นผู้เลือกธีมพาบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีโอกาสจะขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจที่ตัวเองอยู่หรือมีโอกาสเติบโตจากการขยายธุรกิจออกไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน มีแผนการทำธุรกิจที่ชัดเจน ฐานะการเงินแข็งแกร่ง แต่ยังไม่มีบทวิเคราะห์ที่ทำออกมาครอบคลุมเพียงพอ เพราะปัจจุบันสัดส่วน บจ.ประมาณ 36% มีการค้าหรือการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ไม่ได้มีเฉพาะ บจ.ขนาดใหญ่เท่านั้น ยังมี บจ.ขนาดกลาง ทั้งในธุรกิจ เฮลท์แคร์ วัสดุก่อสร้าง คอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ ระบบสาธารณูปโภค ระบบไอที ที่ยังเป็นที่รู้จักเพื่อไปเปิดตัวให้ข้อมูลกับลูกค้าฐาน
นักลงทุนในต่างประเทศที่กลุ่มมีเครือข่ายในต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ จะเริ่มทยอยจัดครั้งแรกในเดือน พ.ค. 2559 เพราะกลุ่ม บจ.กลุ่มนี้เดิมจะให้ความสำคัญในการมุ่งออกไปขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ได้ให้ความสำคัญด้านตลาดทุน
ดังนั้น การออกไปทำธุรกิจต่างประเทศมีความจำเป็นต้องมีฐานทุนที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ อาทิ บจ.กลุ่มวัสดุบางแห่งที่ออกไปลงทุนสร้างฐานการผลิตใหม่ในต่างประเทศเพื่อนบ้าน
กลยุทธ์การแข่งขันของธุรกิจวาณิชธนกิจ (ไอบี) กับธนาคารรายใหญ่อื่นๆ ที่ความพร้อมและแข็งแกร่งอยู่แล้วบริษัทจะเน้นนโยบาย คือ Asean for you ดังนั้นหากลูกค้าธุรกิจไทยต้องการออกไปลงทุนในอาเซียน กลุ่มซีไอเอ็มบีมีเครือข่ายที่พร้อมมากและใหญ่ ทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงฟิลิปปินส์ ที่กลุ่มมีแผนจะเข้าไปสร้างเครือข่ายเพิ่มด้วย จึงได้เปรียบธนาคารรายใหญ่ในไทยอื่นๆ ที่ไม่มี
สำหรับในไทยธนาคารซีไอเอ็มบีถือว่ามีขนาดไม่ใหญ่ จึงเป็นโอกาสที่จะทำงานร่วมกับธนาคารในประเทศ รวมถึงจำนวน 4-5 แห่งที่เป็นรายใหญ่ได้ด้วย
นอกจากนี้ ในตลาดลุ่มแม่น้ำโขง (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม : CLMV) แผนช่วง 4-5 ปีข้างหน้าจะใช้เครือข่ายสาขาที่มีให้สร้างประโยชน์มากขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา ทั้งสาขาที่เวียงจันทน์ในลาวที่เป็นของซีไอเอ็มบี ไทย มีฐานลูกค้าธุรกิจลาวที่มีศักยภาพมีจำนวน 2-3 ราย ที่มีโอกาสขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยเข้ามาระดมทุนจดทะเบียนข้ามประเทศในตลาดหุ้นไทย ซึ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวในด้านระบบมาตรฐานบัญชีและควบคุมภายใน แม้ว่าตลาดหุ้นลาวอาจมีประเด็นกังวลว่าธุรกิจในประเทศจะออกมาจดทะเบียนในต่างประเทศนั้นต้องให้ข้อมูล ทำความเข้าใจถึงประโยชน์การออกมาระดมทุน รวมถึงการสนับสนุนด้านต่างๆ ด้วย มีโอกาสจะเริ่มทยอยเห็นการระดมทุนข้ามประเทศ ในปี 2561-2562 ทั้งจากลูกค้าลาว เมียนมา และกัมพูชา
ขณะที่ในกัมพูชาปัจจุบันกลุ่มซีไอเอ็มบี มาเลเซีย มีเครือข่าย 12 สาขา กระจายใน 5 เมือง ซึ่งที่ผ่านมายังมีความร่วมมือกันไม่เต็มที่ จากนี้ไปจะเห็นความร่วมมือของซีไอเอ็มบี ไทย กับกลุ่มทำงานร่วมกันในการใช้เครือข่ายสาขาในกัมพูชาแบบใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งในด้านตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ อีกทั้งในปลายปี 2559 ที่เวียดนามมีแผนจะเปิด 2 สาขา คือ ฮานอยกับโฮจิมินห์ และปี 2560 มีแผนจะเปิดที่ดานังเพิ่ม ทำเครือข่ายที่มีเพิ่มขึ้นในต่างประเทศทั้งหมดสามารถให้บริการลูกค้าผู้ประกอบการในไทยด้วย หรือกรณีที่มีการร่วมทุนในเวียดนามที่มักเป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งกลุ่มซีไอเอ็มบี มีความสามารถในการหาลูค้ากองทุนทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์มาเป็นผู้ร่วมทุน ส่วนใน เมียนมายังรอความชัดเจนทางการเมือง ทำให้ยังมีความเวลาเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าไป
ทั้งนี้ สายงานธุรกิจขนาดใหญ่ปกติจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 ล้านบาท/ปี ส่วนงานไอบีเป็นส่วนหนึ่งรวมอยู่ในสายงานไม่ได้มีการแยกออกมาอย่างชัดเจน เพราะยกตัวอย่างการทำธุรกรรมที่ปรึกษาการเข้าซื้อกิจการจะเกี่ยวเนื่องทั้งสายงานทั้งเรื่องค่าธรรมเนียม การปล่อยสินเชื่อด้วย การทำงานจึงมองภาพเป้าหมายเดียวกันคือการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมของสายงานธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตได้ประมาณ 20-30% แต่หากจะแยกออกมาในปี 2559 สายงานไอบีจะมีรายได้ประมาณ 200 หากปิดดีลได้ 10-15 ดีล แต่หากสามารถปิดดีลที่ปรึกษาการเข้าซื้อกิจการขนาดใหม่มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาทได้อีก 1 ดีล มีโอกาสที่รายได้ปีนี้จะถึง 300 ล้านบาท จากปี 2558 ที่ประมาณ 150 ล้านบาท
“สายงานธุรกิจขนาดใหญ่ของแบงก์ซึ่งไอบีเป็นส่วนหนึ่งของสายงาน มองว่าศักยภาพในตลาดไทยที่จะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมโตได้ประมาณ 10% ต่อปี ถ้าอยากจะโต 20-30% ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายในปี 2559 ด้วยจำเป็นที่บริษัทจะต้องใช้เครือข่ายต่างประเทศสร้างการเติบโต โดยทั่วไปหัวหน้าสายงานไอบีต้องหาดีลใหม่เข้ามาเพิ่มประมาณรวม 5-10 ดีล/ปี มูลค่ารวมกัน 5,000-1 หมื่นล้านบาท”
ธนาคารมีงานที่ปรึกษาทางการเงินมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นทั้งที่ปรึกษาและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) รวมจำนวนประมาณ 20 ดีล มูลค่าระดมทุนรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นไอพีโอจำนวน 15 ดีล ทั้งหมดอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และรีท 5 ธุรกรรม ส่วนงานที่ปรึกษาทางการเงินในการเข้าซื้อควบรวมกิจการอีกประมาณ 10 มูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และที่ปรึกษาทางการเงินระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยจากต้นปี 2559 ถึงปัจจุบันตอนนี้ปิดไปจำนวน 2 ดีล คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) และไอพีโอของบริษัท ทีพีบีไอ (TPBI)
อย่างไรก็ดี แม้งานไอพีโอขณะนี้จะเป็น SET ทั้งหมด แต่บริษัทยังรับงานไอพีโอในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ซึ่งจะเน้นให้บริการแบบมืออาชีพในกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะขนาดสินทรัพย์ไม่ใหญ่ แต่มีรายได้จำนวนมาก และสามารถทำอัตรากำไรที่สูง อาทิ หมวดดิจิทัลคอนเทนต์
สำหรับในปี 2559 หลังเข้ารับตำแหน่งใหม่มีหน้าที่สร้างทีมไอบีใหม่ที่ลาออกยกทีมไปก่อนหน้านี้ ปัจจุบันทีมใหม่มีจำนวน 12 คน มาจากบริษัทเดิมจำนวน 4 คน ที่เหลือกระจายมาจากที่อื่นๆ โดยต้องการสร้างทีมไอบีให้พร้อมมีความแข็งแกร่งปรับให้เข้ากับการทำงานของธนาคารทั้งในประเทศและเครือข่ายของกลุ่มในต่างประเทศ จากนั้นจะดำเนินการทำงานในมือปัจจุบันให้ออกมา จากนี้จะผลักดันงานที่ปรึกษาการเข้าซื้อควบรวมกิจการออกมา โดยกลุ่มนโยบายคือ Asean for you ดังนั้นจะเริ่มธุรกรรมลักษณะที่บริษัทไทยออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศหรือบริษัทต่างประเทศจะเข้ามาซื้อกิจการในไทยเพราะธุรกรรมลักษณะที่บริษัทไทยซื้อกิจการกันเอง ต้องยอมรับว่าคู่แข่งของธนาคารส่วนใหญ่ในธุรกรรมลักษณะนี้อยู่แล้ว
ปัจจุบันงานที่ปรึกษาการเข้าซื้อควบรวมกิจการของบริษัทแบ่งเป็นบริษัทไทยที่ออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศประมาณ 7-8 ดีล ที่เหลือเป็นบริษัทต่างประเทศเข้ามาซื้อกิจการในประเทศ ได้แก่ หมวดพลังงาน เฮลท์แคร์ บรรจุภัณฑ์ คอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ มูลค่าดีลส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าธุรกรรมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จำนวน 1 ธุรกรรมในหมวดพลังงาน โดยฐานลูกค้าบริษัทต่างประเทศหลักๆ ที่จะเข้ามาซื้อกิจการในไทย คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง
ทั้งที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือกองทุนให้ความสนใจหลายธุรกิจของไทยโดยเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้ครองตลาดในกลุ่ม CLMV มีแนวโน้มจะเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งในอนาคต ในกลุ่มเฮลท์แคร์ และกลุ่มอุปโภคและบริโภค เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตสูงจากตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนกลุ่มพลังงานและค้าปลีกเป็นธุรกิจไทยที่ต่างชาติสนใจเช่นกัน แต่ติดประเด็นที่ทั้งสองธุรกิจนี้ค่อนข้างใหญ่







