posttoday
ซีไอเอ็มบีไทย มีธุรกรรมในมือแสนล.

ซีไอเอ็มบีไทย มีธุรกรรมในมือแสนล.

14 เมษายน 2559

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

“วิรัช มรกตกาล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายวาณิชธนกิจ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้สัมภาษณ์ว่า แผนงานของธนาคารในปีนี้ 2559 คือ การจัดนำเสนอข้อมูล (นันดีลโรดโชว์) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ในกลุ่มคือ บล.ซีไอเอ็มบี ไทย จำนวนประมาณ 2-3 ครั้ง/ปี เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่จะทำตามความต้องการของลูกค้าหรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย (ตลท.) ที่ขอความร่วมมือเข้ามา

แต่รูปแบบในปีนี้ของธนาคารจะเปลี่ยนแปลงเพราะจะเป็นผู้เลือกธีมพาบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีโอกาสจะขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจที่ตัวเองอยู่หรือมีโอกาสเติบโตจากการขยายธุรกิจออกไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน มีแผนการทำธุรกิจที่ชัดเจน ฐานะการเงินแข็งแกร่ง แต่ยังไม่มีบทวิเคราะห์ที่ทำออกมาครอบคลุมเพียงพอ เพราะปัจจุบันสัดส่วน บจ.ประมาณ 36% มีการค้าหรือการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ไม่ได้มีเฉพาะ บจ.ขนาดใหญ่เท่านั้น ยังมี บจ.ขนาดกลาง ทั้งในธุรกิจ เฮลท์แคร์ วัสดุก่อสร้าง คอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ ระบบสาธารณูปโภค ระบบไอที ที่ยังเป็นที่รู้จักเพื่อไปเปิดตัวให้ข้อมูลกับลูกค้าฐาน
นักลงทุนในต่างประเทศที่กลุ่มมีเครือข่ายในต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ จะเริ่มทยอยจัดครั้งแรกในเดือน พ.ค. 2559 เพราะกลุ่ม บจ.กลุ่มนี้เดิมจะให้ความสำคัญในการมุ่งออกไปขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ได้ให้ความสำคัญด้านตลาดทุน

ดังนั้น การออกไปทำธุรกิจต่างประเทศมีความจำเป็นต้องมีฐานทุนที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ อาทิ บจ.กลุ่มวัสดุบางแห่งที่ออกไปลงทุนสร้างฐานการผลิตใหม่ในต่างประเทศเพื่อนบ้าน

กลยุทธ์การแข่งขันของธุรกิจวาณิชธนกิจ (ไอบี) กับธนาคารรายใหญ่อื่นๆ ที่ความพร้อมและแข็งแกร่งอยู่แล้วบริษัทจะเน้นนโยบาย คือ Asean for you ดังนั้นหากลูกค้าธุรกิจไทยต้องการออกไปลงทุนในอาเซียน กลุ่มซีไอเอ็มบีมีเครือข่ายที่พร้อมมากและใหญ่ ทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงฟิลิปปินส์ ที่กลุ่มมีแผนจะเข้าไปสร้างเครือข่ายเพิ่มด้วย จึงได้เปรียบธนาคารรายใหญ่ในไทยอื่นๆ ที่ไม่มี

สำหรับในไทยธนาคารซีไอเอ็มบีถือว่ามีขนาดไม่ใหญ่ จึงเป็นโอกาสที่จะทำงานร่วมกับธนาคารในประเทศ รวมถึงจำนวน 4-5 แห่งที่เป็นรายใหญ่ได้ด้วย

นอกจากนี้ ในตลาดลุ่มแม่น้ำโขง (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม : CLMV) แผนช่วง 4-5 ปีข้างหน้าจะใช้เครือข่ายสาขาที่มีให้สร้างประโยชน์มากขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา ทั้งสาขาที่เวียงจันทน์ในลาวที่เป็นของซีไอเอ็มบี ไทย มีฐานลูกค้าธุรกิจลาวที่มีศักยภาพมีจำนวน 2-3 ราย ที่มีโอกาสขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยเข้ามาระดมทุนจดทะเบียนข้ามประเทศในตลาดหุ้นไทย ซึ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวในด้านระบบมาตรฐานบัญชีและควบคุมภายใน แม้ว่าตลาดหุ้นลาวอาจมีประเด็นกังวลว่าธุรกิจในประเทศจะออกมาจดทะเบียนในต่างประเทศนั้นต้องให้ข้อมูล ทำความเข้าใจถึงประโยชน์การออกมาระดมทุน รวมถึงการสนับสนุนด้านต่างๆ ด้วย มีโอกาสจะเริ่มทยอยเห็นการระดมทุนข้ามประเทศ ในปี 2561-2562 ทั้งจากลูกค้าลาว เมียนมา และกัมพูชา

ขณะที่ในกัมพูชาปัจจุบันกลุ่มซีไอเอ็มบี มาเลเซีย มีเครือข่าย 12 สาขา กระจายใน 5 เมือง ซึ่งที่ผ่านมายังมีความร่วมมือกันไม่เต็มที่ จากนี้ไปจะเห็นความร่วมมือของซีไอเอ็มบี ไทย กับกลุ่มทำงานร่วมกันในการใช้เครือข่ายสาขาในกัมพูชาแบบใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งในด้านตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ อีกทั้งในปลายปี 2559 ที่เวียดนามมีแผนจะเปิด 2 สาขา คือ ฮานอยกับโฮจิมินห์ และปี 2560 มีแผนจะเปิดที่ดานังเพิ่ม ทำเครือข่ายที่มีเพิ่มขึ้นในต่างประเทศทั้งหมดสามารถให้บริการลูกค้าผู้ประกอบการในไทยด้วย หรือกรณีที่มีการร่วมทุนในเวียดนามที่มักเป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งกลุ่มซีไอเอ็มบี มีความสามารถในการหาลูค้ากองทุนทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์มาเป็นผู้ร่วมทุน ส่วนใน เมียนมายังรอความชัดเจนทางการเมือง ทำให้ยังมีความเวลาเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าไป

ทั้งนี้ สายงานธุรกิจขนาดใหญ่ปกติจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 ล้านบาท/ปี ส่วนงานไอบีเป็นส่วนหนึ่งรวมอยู่ในสายงานไม่ได้มีการแยกออกมาอย่างชัดเจน เพราะยกตัวอย่างการทำธุรกรรมที่ปรึกษาการเข้าซื้อกิจการจะเกี่ยวเนื่องทั้งสายงานทั้งเรื่องค่าธรรมเนียม การปล่อยสินเชื่อด้วย การทำงานจึงมองภาพเป้าหมายเดียวกันคือการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมของสายงานธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตได้ประมาณ 20-30% แต่หากจะแยกออกมาในปี 2559 สายงานไอบีจะมีรายได้ประมาณ 200 หากปิดดีลได้ 10-15 ดีล แต่หากสามารถปิดดีลที่ปรึกษาการเข้าซื้อกิจการขนาดใหม่มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาทได้อีก 1 ดีล มีโอกาสที่รายได้ปีนี้จะถึง 300 ล้านบาท จากปี 2558 ที่ประมาณ 150 ล้านบาท

“สายงานธุรกิจขนาดใหญ่ของแบงก์ซึ่งไอบีเป็นส่วนหนึ่งของสายงาน มองว่าศักยภาพในตลาดไทยที่จะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมโตได้ประมาณ 10% ต่อปี ถ้าอยากจะโต 20-30% ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายในปี 2559 ด้วยจำเป็นที่บริษัทจะต้องใช้เครือข่ายต่างประเทศสร้างการเติบโต โดยทั่วไปหัวหน้าสายงานไอบีต้องหาดีลใหม่เข้ามาเพิ่มประมาณรวม 5-10 ดีล/ปี มูลค่ารวมกัน 5,000-1 หมื่นล้านบาท”

ธนาคารมีงานที่ปรึกษาทางการเงินมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นทั้งที่ปรึกษาและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) รวมจำนวนประมาณ 20 ดีล มูลค่าระดมทุนรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นไอพีโอจำนวน 15 ดีล ทั้งหมดอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และรีท 5 ธุรกรรม ส่วนงานที่ปรึกษาทางการเงินในการเข้าซื้อควบรวมกิจการอีกประมาณ 10 มูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และที่ปรึกษาทางการเงินระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยจากต้นปี 2559 ถึงปัจจุบันตอนนี้ปิดไปจำนวน 2 ดีล คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) และไอพีโอของบริษัท ทีพีบีไอ (TPBI)

อย่างไรก็ดี แม้งานไอพีโอขณะนี้จะเป็น SET ทั้งหมด แต่บริษัทยังรับงานไอพีโอในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ซึ่งจะเน้นให้บริการแบบมืออาชีพในกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะขนาดสินทรัพย์ไม่ใหญ่ แต่มีรายได้จำนวนมาก และสามารถทำอัตรากำไรที่สูง อาทิ หมวดดิจิทัลคอนเทนต์

สำหรับในปี 2559 หลังเข้ารับตำแหน่งใหม่มีหน้าที่สร้างทีมไอบีใหม่ที่ลาออกยกทีมไปก่อนหน้านี้ ปัจจุบันทีมใหม่มีจำนวน 12 คน มาจากบริษัทเดิมจำนวน 4 คน ที่เหลือกระจายมาจากที่อื่นๆ โดยต้องการสร้างทีมไอบีให้พร้อมมีความแข็งแกร่งปรับให้เข้ากับการทำงานของธนาคารทั้งในประเทศและเครือข่ายของกลุ่มในต่างประเทศ จากนั้นจะดำเนินการทำงานในมือปัจจุบันให้ออกมา จากนี้จะผลักดันงานที่ปรึกษาการเข้าซื้อควบรวมกิจการออกมา โดยกลุ่มนโยบายคือ Asean for you ดังนั้นจะเริ่มธุรกรรมลักษณะที่บริษัทไทยออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศหรือบริษัทต่างประเทศจะเข้ามาซื้อกิจการในไทยเพราะธุรกรรมลักษณะที่บริษัทไทยซื้อกิจการกันเอง ต้องยอมรับว่าคู่แข่งของธนาคารส่วนใหญ่ในธุรกรรมลักษณะนี้อยู่แล้ว

ปัจจุบันงานที่ปรึกษาการเข้าซื้อควบรวมกิจการของบริษัทแบ่งเป็นบริษัทไทยที่ออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศประมาณ 7-8 ดีล ที่เหลือเป็นบริษัทต่างประเทศเข้ามาซื้อกิจการในประเทศ ได้แก่ หมวดพลังงาน เฮลท์แคร์ บรรจุภัณฑ์ คอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ มูลค่าดีลส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าธุรกรรมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จำนวน 1 ธุรกรรมในหมวดพลังงาน โดยฐานลูกค้าบริษัทต่างประเทศหลักๆ ที่จะเข้ามาซื้อกิจการในไทย คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง

ทั้งที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือกองทุนให้ความสนใจหลายธุรกิจของไทยโดยเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้ครองตลาดในกลุ่ม CLMV มีแนวโน้มจะเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งในอนาคต ในกลุ่มเฮลท์แคร์ และกลุ่มอุปโภคและบริโภค เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตสูงจากตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนกลุ่มพลังงานและค้าปลีกเป็นธุรกิจไทยที่ต่างชาติสนใจเช่นกัน แต่ติดประเด็นที่ทั้งสองธุรกิจนี้ค่อนข้างใหญ่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท