
หวนปั้นแบรนด์ลูมาร์
“ลามิน่า” ปลุกตลาดฟิล์มปกป้องสีรถยนต์ รีลอนช์แบรนด์ ลูมาร์ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี เจาะกลุ่มรถระดับพรีเมียมขึ้นไป ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจไม่กระทบ
“ลามิน่า” ปลุกตลาดฟิล์มปกป้องสีรถยนต์ รีลอนช์แบรนด์ ลูมาร์ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี เจาะกลุ่มรถระดับพรีเมียมขึ้นไป ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจไม่กระทบ
น.ส.จันทร์นภา สายสมร กรรมการผู้จัดการบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ฟิล์มกรองแสงกลุ่มพิเศษ “ลูมาร์ ไพร์ม” เปิดเผยว่า บริษัทใช้กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดฟิล์มกรองแสงชะลอตัว ด้วยการเปิดตัวและทำตลาดฟิล์มนิรภัยและปกป้องสีรถยนต์ แบรนด์ลูมาร์ อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หลังจากก่อนหน้านี้นำมาทดลองตลาดแล้วพบว่าผลตอบรับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร
ทั้งนี้ คาดว่าจากพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียมและรถซูเปอร์คาร์ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ใส่ใจดูแลผลิตภัณฑ์และไม่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อจากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวจะเป็นโอกาสของแบรนด์ลูมาร์ที่จับกลุ่มเป้าหมายระดับบน บริษัทจึงเห็นช่องทางและนำแบรนด์ดังกล่าวกลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้ง
สำหรับปัจจุบันลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นรถซูเปอร์คาร์มีตลาดอยู่ที่ประมาณ 500-600 คัน/ปี และตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมอยู่ที่ 2 หมื่นคัน/ปี ขณะที่ราคาจำหน่ายฟิล์มปกป้องสีรถยนต์ลูมาร์มีราคาจำหน่ายพร้อมติดตั้งอยู่ที่ 1.2 แสนบาท/คัน
นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2559 ไว้อยู่ที่ 760 ล้านบาท เทียบเท่ากับปี 2558 แบ่งเป็นฟิล์มกรองแสงลามิน่า 720 ล้านบาท ที่มีทั้งฟิล์มสำหรับรถยนต์และฟิล์มติดอาคารที่เหลือมาจากสินค้าอื่นๆ อาทิ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ ผลิตภัณฑ์เคลือบปกป้องรถยนต์ เรือ อากาศยาน ไทรบอส และลำโพงติดรถยนต์ โซนิก ดีไซน์
ขณะที่ภาพรวมตลาดฟิล์มกรองแสงคาดว่าจะหดตัว 8-10% เมื่อเทียบกับปีก่อนมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1,400-1,600 ล้านบาท จากการประเมินตลาดรถยนต์ที่ 7-7.2 แสนคัน อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดที่ 35-37% และเป็นผู้นำในตลาดฟิล์มกรองแสงอย่างต่อเนื่อง
“บริษัทยังคงรักษาระดับส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ในขณะที่ภาพรวมตลาดชะลอตัวลงส่งผลให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบในสถานการณ์ที่ตลาดชะลอตัว” น.ส.จันทร์นภา กล่าว
ขณะเดียวกัน ยังมองว่าในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจยังชะลอตัวและผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่าย ผู้บริโภคจะมองหาความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์ทั้งด้านราคาและคุณภาพ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ รวมถึงความเชื่อมั่นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 20 ปี ซึ่งการรักษาส่วนแบ่งตลาดและรายได้ไว้ได้ถือว่าน่าพอใจในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน







