posttoday
การบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion)

การบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion)

12 เมษายน 2559

โดย...บุญสน เจนชัยมหกุล

โดย...บุญสน เจนชัยมหกุล

ในระยะหลังนี้ งานวิจัยต่างๆ ทั่วโลก ย้อนกลับมาให้ความสำคัญกับการให้บริการการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) โดยไม่ได้จำกัดกรอบเพียงการให้สินเชื่อรายย่อย (Micro Finance) ซึ่งทำให้นึกเชื่อมโยงถึงคลังออมสินที่ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ 103 ปีที่แล้ว โดยรัชกาลที่ 6 ในวันที่ 1 เม.ย. 2456 เพื่อเป็นสถานที่รับฝากและรักษาทรัพย์ของราษฎร อันเป็นรากฐานสำคัญของการให้บริการทางการเงินอย่างทั่วถึงที่แท้จริง

มูลนิธิ บิล และเมลินดา เกตส์ มีงานวิจัยล่าสุดเน้นถึงความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการด้านการเงินในแง่มุมของการรักษาทรัพย์สิน โดยชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ว่าเงินสดจะมีความคล่องตัวสูงและมักจะไม่มีค่าธรรมเนียมของการใช้จ่าย แต่ก็แฝงไปด้วยต้นทุนไม่น้อย อันประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาให้มั่นคงปลอดภัยจากมิจฉาชีพ แม้กระทั่งการฝากเก็บรักษากับผู้รับฝากที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งมักไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ ทำให้มีช่องว่างทุจริตได้ นอกจากนั้นภาระของการโอนเงินด้วยเงินสดในพื้นที่ห่างไกลก็เป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถาบันการเงินผู้ให้บริการและนำไปสู่การคิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้บริการ (ในบางประเทศ ค่าใช้จ่ายในการโอนเงินสดข้ามเขตอยู่ในอัตราเฉลี่ยที่ 4.6% ของมูลค่าเงินที่โอน) งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงในการสูญเสียจากการเก็บรักษาทำให้เกิดความรู้สึกเชิงจิตวิทยาที่ไม่จูงใจให้เกิดการออมเงิน

ธนาคารซิตี้แบงก์ร่วมกับอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ได้ร่วมกันจัดทำ Digital Money Readiness Index เพื่อทำการประเมินความพร้อมของแต่ละประเทศในการเข้าสู่การเงินดิจิทัล และมีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยเป็นประจำทุกปี ในการจัดลำดับความพร้อมของ 90 ประเทศทั่วโลก ปีนี้ประเทศไทยขยับมาอยู่ในอันดับที่ 40 จากเดิมอันดับที่ 43 ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ได้มีการนำเสนอข้อควรระวังของการนำเอาโมเดลของการเงินดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วคิดว่าจะนำไปใช้ได้ในทุกประเทศ โดยมิได้คำนึงถึงความต้องการของตลาดและแรงจูงใจของผู้ใช้งาน (Customer Propensity) โดยมีการยกตัวอย่างของ M-Pesa ของประเทศเคนยา ที่ได้ผ่านการบ่มเพาะอย่างยาวนานของบริบทในท้องถิ่น (Local Context) ก่อนที่จะมาถึงจุดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ปัจจุบันการเงินดิจิทัลได้รับยอมรับอย่างปราศจากข้อกังขาว่าจะเป็นบริบทสำคัญต่อการสร้างความเท่าเทียมกันของการใช้บริการทางด้านการเงิน (Financial Inclusion) เนื่องจากคุณสมบัติของการกำจัดปัจจัยเรื่องระยะทางอันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงบริการด้านการเงิน ซึ่งแต่เดิมช่องทางหลักคือ สาขาและเอทีเอ็ม ที่ยังมีระยะทางเป็นองค์ประกอบหลัก

ในปี 2015 ประเทศไทยได้ก้าวข้ามเส้น 50% ของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนต่อประชากรรวมเป็นครั้งแรกและคาดว่าจะข้ามเส้น 75% ในเวลาอีกเพียง 2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่ายอดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปีนี้จะเป็นอุปกรณ์ 4จี มากกว่ากึ่งหนึ่งของยอดจำหน่ายรวมทั้งหมด ทำให้มีการประเมินว่าอีกไม่นานเราน่าเข้าใกล้ความพร้อมของการใช้การเงินดิจิทัลหากเลือกโมเดลได้เหมาะสม

หลายประเทศเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าการที่ช่องทางดิจิทัล ทำให้ช่วยลดมิติของระยะทางในการเข้าถึงการบริการด้านการเงิน สร้างประโยชน์และก่อให้เกิดแรงจูงใจกับประชากรในชุมชนที่ห่างไกล อย่างไรก็ตามยังมีคนอีกไม่น้อยเลือกที่จะมั่นใจการใช้บริการผ่านพนักงานเคาน์เตอร์ ยอมใช้เวลาเข้าคิวในสาขาของสถาบันการเงิน หรือช่องทางชำระเงินของผู้ให้บริการสาธารณูปโภคต่างๆ แต่กลับไม่ยอมเสียเวลาตรวจสอบเอกสารที่ได้รับเป็นหลักฐาน หรือแม้กระทั่งให้นำเงินที่สะสมมาตลอดชีวิตไปฝากความเชื่อถือกับผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งในอีกไม่นานอาจเป็นความเสี่ยงของเสถียรภาพทางการเงิน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท